คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
รุก กลางกระดาน
กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับการแสดงออกทางความคิด ผ่านทวิตเตอร์ของนักร้องวัยรุ่นสาว ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจในประเทศ
โดยใช้คำว่าประเทศเฮงซวย จะ 50 หรือ 1,000 ปีก็ไม่เจริญขึ้นหรอก!!?
โดยสิ่งที่น่าตระหนก ก็คือมีผู้คนจำนวนมากรุมประณามความเห็นดังกล่าวอย่างรุนแรง
พร้อมสำทับว่าหากไม่รักประเทศนี้ก็ให้ออกไป
ไล่ออกจากแผ่นดินเกิดเสียอย่างนั้น
จนกลายเป็นคำถามว่าคนที่วิพากษ์วิจารณ์ประเทศนี้ ถือเป็นพวกไม่รักชาติ ไม่รักบ้านเมืองใช่หรือไม่
และหากรัก เราสามารถแสดงออกได้เพียงการชื่นชม ยกยอ ตื้นตัน ซาบซึ้งเท่านั้นหรือ?
นอกจากนี้ยังต้องมองย้อนกลับมาว่าประเทศที่เราอยู่นี้ดีพอ มีความสุขอยู่มากมายเหมือนที่เราพยายามจะเชื่อหรือไม่
เพราะข้อเท็จจริง เราอยู่ในประเทศที่เน้นระบบเกษตรกรรม แต่พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ มีคนเป็นหนี้ต้องผูกคอตาย ฉิบหายขายตัวเสียก็มาก
เราอยู่ในประเทศที่จ้างหน่วยงานทหารไปขุดลอกคลอง ใช้งบประมาณมหาศาลกับแผนจัดการน้ำ
แต่ฝนตกทีเดียวน้ำท่วม เมื่อฝนหยุดตกก็แล้งได้ทันตา
แถมเงินช่วยเหลือน้ำท่วมต้องรับบริจาค ขณะที่งบประมาณประจำปีจัดสรรไปในเรื่อง อื่นๆ แล้ว เช่น ซื้อเครื่องบิน เรือดำน้ำ
เราอยู่ในประเทศที่พยายามก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 แต่ไปติดต่อราชการต้องถ่ายเอกสารบัตรประชาชน
เราอยู่ในประเทศที่ต้องระมัดระวังการแสดงออก แชร์ข้อความจากเพจข่าวทาง เฟซบุ๊ก ก็สามารถถูกจับกุมคุมขัง หมดสิทธิ์ที่จะได้ประกันตัว
เราอยู่ในประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเขียนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ถ้าพูดความจริงเมื่อไร ก็อาจถูกล่าแม่มด หรือเลวที่สุดก็อาจถูกจับกุมคุมขัง
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประเทศนี้
ซึ่งคนที่เขาตำหนิ หรือพูดความจริงออกมา ก็ไม่ได้หมายความว่าเขารักประเทศนี้น้อยกว่าคนที่ชื่นชม
เป็นเพียงการแสดงออก
หากไม่สามารถทำได้ ก็เท่ากับว่าเฮงซวยของจริง