คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

รุก กลางกระดาน

กลายเป็นเรื่องฮือฮาขึ้นมาทันที เมื่อสื่อนอกรายงานข่าวว่ากระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ออกแถลงการณ์เห็นชอบขายขีปนาวุธ ฮาร์พูน บล็อก ทูว์ รุ่น RGM-84L มูลค่า 24.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 828 ล้านบาท ตามที่รัฐบาลไทยร้องขอ

ไม่เพียงแค่นั้นยังระบุอีกว่า รัฐบาลไทย ขอซื้อขีปนาวุธดังกล่าว 5 ลูก และขีปนาวุธซ้อมยิงอีก 1 ลูก รวมทั้งอุปกรณ์บรรจุ อะไหล่ การซ่อมบำรุง และเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบ คู่มือ เอกสาร การฝึกฝนบุคลากรและอุปกรณ์

ทั้งหมดเป็น “ราคา” ที่รัฐบาลไทยต้องจ่ายให้สหรัฐ เป็นมูลค่ามหาศาล

และเมื่อไล่เรียงการจัดซื้ออาวุธตั้งแต่ รัฐบาลคสช.ก่อรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง เรือดำน้ำจากจีน และเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ จากเกาหลีเหนือ

รวมงบประมาณที่ใช้กับการจัดซื้ออาวุธก็ทะลุหลักหมื่นล้านไปอย่างง่ายดาย

กลายเป็นข้อสงสัยถึงแนวนโยบายของประเทศว่าเรากำลังจะมุ่งหน้าไปสู่ความเป็นมหาอำนาจทางการทหารหรือไม่!??

นอกจากนี้ยังอดไม่ได้ที่จะเอาการใช้งบประมาณดังกล่าวมาเทียบเคียงกับงบประมาณในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสาธารณสุข ที่ล่าสุดนักร้องคนดังอย่าง ตูน บอดี้สแลม ก็ประกาศจะวิ่งซูเปอร์มาราธอน หาเงินช่วยเหลือสร้างโรงพยาบาลทั่วประเทศ

ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม รัฐบาลก็เปิดรับบริจาคเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือพี่น้องที่ ทุกข์ยาก

หรือกระทั่งการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ที่ปรับเส้นทางสายวิ่งใหม่ เปลี่ยนหมายเลขรถ

แต่สิ่งที่คนเรียกร้องไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพของรถที่ใช้จนเก่าแก่ หรือเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น รถเมล์ชานต่ำ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและประชาชนทั่วไป

กลับไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุง

แน่นอนว่าจากถ้อยแถลงของกองทัพเรือ ก็ชัดเจนว่าขีปนาวุธดังกล่าวเป็นการ จัดซื้อตามแพ็กเกจเดิมเมื่อปี 2557

แต่คนส่วนใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะมีความตะขิดตะขวงใจว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะทบทวนหรือสอบถามความรู้สึกของประชาชน ก่อนที่จะดำเนินนโยบายด้านการจัดซื้ออาวุธต่อไป

อย่างน้อยก็ถามสักนิดว่า “มีความสุข อยู่ไหม”

แค่นี้ก็ยังดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน