คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ข้ออ้างจำนำข้าว : เป็นประเด็นฮือฮาขึ้นมาทันที เมื่อศาลปกครองกลาง มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายในโครงการจำนำข้าว มูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
โดยระบุว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิชอบ เนื่องจากตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพียงคนเดียวไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว และมีอำนาจหน้าที่เพียงการกำกับดูแลนโยบายโดยทั่วไปในระดับมหภาคเท่านั้น
เท่ากับว่าการดำเนินการของกรมบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินหลายรายการของน.ส.ยิ่งลักษณ์ไปก่อนหน้านี้ บางส่วนขายทอดตลาดไปแล้ว จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
แน่นอนว่าในคำชี้แจงของนายวิษณุ เครืองาม ผู้ได้ฉายา “บิดาแห่งการยกเว้น” ย่อมมีทางออก
โดยนายวิษณุระบุว่า เมื่อศาลสั่งเช่นนี้ก็ให้ยุติการดำเนินการ และยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ยืนยันหนักแน่นว่าไม่ต้องคืนทรัพย์สิน เพราะกระบวนการยังไม่สิ้นสุด
กลายเป็นคำถามว่าเมื่อกระบวนการยังไม่สิ้นสุด มีเรื่องอยู่ในการพิจารณาคดีของศาล แล้วไปเดินหน้ายึดทรัพย์สินเขาทำไม!??
ยิ่งมีการเปิดเผยเอกสารลับในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2558 ที่พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช.เป็นประธาน ระบุว่า ให้ประเมินความเสียหายและนำส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลาง โดยไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม แต่ให้ทันกรอบเวลาส่งฟ้องเท่านั้น
ทั้งที่โครงการจำนำข้าวเกิดขึ้นเพราะเป็นนโยบายรัฐ เป็นสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้ง เป็นโครงการที่มีจัดมุ่งหมายช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งมีโอกาสขาดทุนเหมือนกับโครงการของรัฐบาลอื่นๆ
และยิ่งพบว่ามีการออกม.44 ที่ 39/2558 คุ้มครองเว้นโทษให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินคดีจำนำข้าวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์
ก็ยิ่งผิดปกติ อดเข้าใจไม่ได้ว่าพยายามนำเรื่องโครงการจำนำข้าวมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง
พร้อมกับตอกย้ำเรื่องการลอยนวลพ้นผิดของบรรดาผู้มีอำนาจ สร้างความคลางแคลงใจว่า 2 มาตรฐานที่ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด ขณะที่อีกฝ่าย ไม่ทำอะไรก็ยังผิด
ย่อมไม่เกิดผลดีใดๆ กับประเทศ ดังเช่น กวีนิพนธ์ท่อนที่ว่า ‘เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่นอน’
ก็ได้แต่หวังว่าประเทศไทยคงจะยังไปไม่ถึงจุดนั้น!??
รุก กลางกระดาน