“รุก กลางกระดาน”
ยังคงอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก สำหรับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นับวันปัญหาจะเพิ่มพูนมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันของฝ่ายการเมืองให้ปลดล็อกพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้เสียที หลังจากประกาศใช้พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตั้งแต่เดือนต.ค.
แถมเงื่อนไขเวลาที่นำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่ลุงตู่ประกาศแล้วประกาศอีก ก็ใกล้เข้ามาตามลำดับ
แต่จนแล้วจนรอด รัฐบาลและคสช.ก็ยังไม่ปลดล็อก แถมยังสามารถจับอาวุธในหนองน้ำที่บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา
งมขึ้นมาในสภาพสนิมเขรอะ แต่สามารถเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง จนเป็นเหตุผลที่ยังปฏิเสธไม่ปลดล็อกทางการเมือง
ขณะที่ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ก็ถูกจับจ้องด้วยความไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการงบประมาณ ที่ดูจะมีปัญหา จนนักร้องร็อกสตาร์ต้องออกมาวิ่งเรี่ยไรเงินบริจาคช่วยโรงพยาบาล
ทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล
รวมทั้งกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯคู่บารมี บิ๊กตู่ โชว์นาฬิกาหรูเรือนนับสิบล้าน
แต่ไม่พบในบัญชีแสดงทรัพย์สินต่อป.ป.ช.
ในภาคประชาสังคมก็วุ่นวาย โดยเฉพาะการต่อต้านโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีตอบโต้เผชิญหน้าจับกุมคุมขัง แจ้งข้อกล่าวหาแกนนำ
จนเครือข่ายคนใต้ที่เคยเป่านกหวีดสนับสนุนกปปส. และชื่นชมรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ต่างน้อยอกน้อยใจ ออกมาทวงบุญคุณกันยกใหญ่
ตามด้วยบรรดากปปส. ก็ออกมาแสดงตัว ยอมรับว่าคิดผิด!??
จริงๆแล้วแม้จะเจ็บช้ำ แต่ก็ถือเป็นการพัฒนาทางความคิด ให้เข้าใจว่าทำไมทั่วโลกเขายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย
ก็เพราะผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบได้ มีวาระดำรงตำแหน่งชัดเจน
ถ้าประชาชนไม่ชอบ ครบวาระก็ไม่ต้องเลือก ขณะที่ผู้บริหารก็มีพันธสัญญาประชาคมที่ต้องปฏิบัติตาม
ในขณะที่ระบอบการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย คนที่มาดำรงตำแหน่งก็ไม่รู้รับผิดชอบกับอะไร
แถมจะอยู่อีกนานเท่าไรก็ตอบไม่ได้
เป็น 2 แนวทางที่เปรียบเทียบได้ชัดเจนในเวลานี้