“มันฯ มือเสือ”
จะว่าดีก็ไม่ใช่ จะว่าร้ายก็ไม่เชิง
แล้วแต่ใครจะตีความสำหรับแถลงการณ์คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป หรืออียู
ถ้าเหมาว่า อียูเพียงต้องการปรับความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทย หลังหยุดชะงักไปตั้งแต่หลังการยึดอำนาจในไทยเมื่อเดือนพ.ค.2557 ก็ถือเป็นข่าวดีส่งท้ายปี
แม้หลายคนมองการปรับสัมพันธ์นี้ เป็นเพราะอียูคำนึงถึงประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เนื่องจากเริ่มเป็นห่วงความสัมพันธ์ใกล้ชิดไทย-จีน และไทย-สหรัฐ ที่เริ่มกระเตื้องขึ้น อาจทำให้อียูตามไม่ทัน จึงต้องปรับท่าทีกับไทยเสียใหม่
นับจากนี้ผู้นำการเมืองไทยทุกระดับ อาจได้รับเชิญไปเจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ ยุโรปมากขึ้น หลังถูกตั้งแง่มานานกว่า 3 ปี
แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะวางใจได้
หากอ่านจนครบถ้วนกระบวนความ ก็จะ เห็นว่า การปรับระดับความสัมพันธ์ใหม่นี้ อียูมีเงื่อนไขยุ่บยั่บที่ดูแล้วรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันน่าจะปฏิบัติได้ยาก ไม่ว่าการยกเลิกข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่ม
การยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับกิจกรรมของพรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงการเคารพและสนับสนุนการทำงานของนักสิทธิมนุษยชน
การจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ และมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
การเข้าประจำตำแหน่งของรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกแบบประชา ธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การย้ำข้อเรียกร้องให้ไทยกลับคืนสู่ กระบวนการทางประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยยึดแถลงการณ์หัวหน้าคสช.ซึ่งระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเดือน พ.ย.2561
ตรงนี้แหละที่อียูเอาคำพูดของบิ๊กตู่ มามัดตัวบิ๊กตู่เอง
จะดิ้นก็ดิ้นไม่หลุด จะขยับจะเลื่อนก็คงไม่ได้แล้ว