คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
โดย…มันฯ มือเสือ
เสียงสะท้อน จุรินทร์ควรฟัง
กําลังปลื้มผลโพลยกเป็นอันดับ 2 ผู้เหมาะสมเป็นนายกฯ คนต่อไป
แต่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เคลิ้มได้ไม่นาน ประชาธิปัตย์ภาคใต้ก็เกิด ปั่นป่วนเรื่องวางตัวผู้สมัครส.ส.เลือกตั้งครั้งหน้า
เขต 2 พัทลุง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ถึงขั้นขู่ลาออกจากพรรค เพราะไม่พอใจที่แกนนำพรรคบางคนหักหน้า ไม่ให้เกียรติ
ผลักดันคนในตระกูล “ธรรมเพชร” ข้ามเขตมาลงโดยไม่หารือ ทั้งที่รู้ว่า นายนิพิฏฐ์เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมและ วางคนไว้แทนแล้ว
ส่วน จ.พังงา ผลจากบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ มีเขตเลือกตั้งงอกมา 1 เขต นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคขอจองรันเวย์เพราะพื้นเพเป็นคนพังงา
แต่ปรากฏเจอตออย่างจัง หัวหน้าพรรคล็อกคนตัวเองไว้แล้วเป็นอดีตนายก อบจ.พังงา โดยเสนอให้นาย ราเมศย้ายมาลงเขตในกรุงเทพฯ แทน
กระบี่ นครศรีธรรมราช ปัตตานี ก็มีข่าวแย่งชิงทำนองเดียวกัน
เรื่องมีแนวโน้มลุกลามใหญ่โต จน นายชวน หลีกภัย ต้องรีบปราม ส่งข้อความเข้าไลน์กลุ่ม “ผมเป็นหนี้บุญคุณประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ผมชนะการเลือกตั้งทุกสมัยอย่างมีเกียรติ”
ไม่รู้ต้องการเตือนสติใคร ทุกคนเงียบกริบ
ต่างจากนายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคที่มองว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหา ปฏิเสธเคลียร์ใจทั้งกับนายนิพิฏฐ์และนายราเมศ
คุยโอ่ด้วยซ้ำ ที่หลายคนแย่งกันลงสมัครแต่ละเขต สะท้อนว่าพรรคกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ได้รับความสนใจจากประชาชนมาก ทำให้เลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับ
แต่ถึงที่สุดใครได้ลง-ไม่ได้ลง ชี้ขาดโดยมติพรรค ซึ่งดูทั้งคุณสมบัติและความเหมาะสม
ไม่รู้นายพิพิฏฐ์ กับนายราเมศ จะเห็นตรงในข้อนี้หรือไม่
แต่ไม่อยากให้นายจุรินทร์ยึดติดกับผลโพลมากเกินไปเพราะสำรวจกลุ่มตัวอย่างแค่หลักพันกว่าๆ น้อยเกินไปที่จะนำมาสรุปเป็นภาพรวม
สิ่งที่นายจุรินทร์ควรให้ความสำคัญคือเสียงสะท้อนประชาชนผ่านส.ส. พรรค
“ประชาชนบอกกับผมว่าประชาธิปัตย์วันนี้ไม่เหมือนเดิม ยังบอกอีกว่าอยากให้ประชาธิปัตย์กลับไปมีอุดมการณ์เหมือนคนรุ่นก่อนตั้งแต่รุ่นก่อตั้ง เขารู้สึกว่าประชาธิปัตย์ยืนเคียงข้างต่อสู้กับเผด็จการ อยากให้พรรคกลับไปเป็นอย่างวันนั้น” นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี กล่าว
นี่ต่างหากคือสิ่งที่คนเป็นหัวหน้าพรรคต้องฟัง
ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป