“รุก กลางกระดาน”
กลายเป็นประเด็นวิพากษ์กันอย่างกว้างขวางอีกครั้งสำหรับคำสั่งห้ามนั่งท้ายกระบะปิกอัพในการสัญจรไปมาในช่วง ปีใหม่ที่จะถึงนี้
ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยกวดขันเข้มงวด ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา โดย หัวหน้าคสช.ถึงขั้นใช้คำสั่งม.44 ให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม
แต่สุดท้ายก็ทนกระแสคัดค้านต่อต้านไม่ไหว ต้องสั่งชะลอการจับกุมดำเนินคดีไป
ม.44 ก็สู้กระแสสังคมไม่ได้!??
มาครั้งนี้การปัดฝุ่นขึ้นมาบังคับใช้อีกครั้ง ก็ต้องเผชิญกับแรงต้านไม่แพ้กัน
ซึ่งเข้าใจว่าตัว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ซึ่งเป็นผู้ประกาศให้ เจ้าหน้าที่กวดขัน ก็คงกระอักกระอ่วน พอสมควร แต่เมื่อเป็นนโยบายให้ปฏิบัติ ก็ต้องทำตาม
ดีที่รองโฆษกตร. เองก็ออกมาชี้แจงว่ากรณีนี้เน้นที่รถสาธารณะ ไม่ใช่รถยนต์ส่วนบุคคล
โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน
ทำให้ลดกระแสต่อต้านลงได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามก็ยังเกิดคำถามตามมาว่ากฎหมายที่ออกมาโดยไม่สามารถบังคับใช้ได้ หรือคนในสังคมไม่พร้อม ย่อมส่งผลให้กฎหมายปราศจากความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่
นอกจากนี้หลักของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหมายถึงกติกาที่คนในสังคมยอมทำตาม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข กำลังถูกท้าทายใช่หรือไม่
เพราะก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลพยายาม เข้มงวด ก็มีข้อเสนอมากหลายว่าหากรัฐต้องการควบคุมจริง ก็ต้องมีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพไว้รองรับการเดินทางของประชาชนแทน
แต่ผ่านมาจากสงกรานต์ถึงปีใหม่ มีอะไรที่แตกต่าง มีอะไรที่ปรับปรุง
รถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์ ที่วิ่งตามเส้นทางแน่นอน ค่าโดยสารไม่ขึ้นลงตามใจ
ก็ยังมีแค่ที่กทม.เพียงแห่งเดียว
รถไฟที่ใช้ระบบรางขนส่งคนก็ไม่มีการเพิ่มเส้นทาง ไม่เพิ่มเครือข่ายให้โยงใยไปถึงคนในชนบท
เส้นทางวิ่งก็เดิมๆ ทำกันมาเป็นร้อยปี
คนที่อยู่นอกเส้นทาง ก็ต้องดิ้นรนกันเอง
แล้วยังอุตส่าห์จะออกกฎห้ามนั่งท้ายกระบะกันอีก
ช่างเป็นยุค 4.0 ที่คุณภาพชีวิตอยู่ที่ 0.4 จริงๆ