“มันฯ มือเสือ”
เป็นไปตามคาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ใช้อำนาจ มาตรา 44 อีกครั้ง
เพื่อผ่อนคลายกรอบเวลาการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองตามพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ เมือง
ซึ่งมีข้อกำหนดเงื่อนเวลา 90 วัน และ 180 วันในการหาสมาชิกพรรค ตรวจสอบสมาชิกพรรคและจัดประชุมใหญ่
ที่ผ่านมาหลังจากประกาศใช้พ.ร.บ. ดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 ต.ค. แต่พรรค การเมืองทั้งเก่าและใหม่ยังทำไม่ได้ เนื่องจากติดขัดประกาศคสช.ฉบับ 57/2557 และ 3/2558
ก่อนนี้มีการชี้ถึง 2 ทางออกจากปัญหา ทางแรกคือ ให้คสช.ปลดล็อก แล้วให้พรรคการเมืองไปขอขยายเวลากับกกต.เอาเอง กับทางที่สองคือ ใช้อำนาจมาตรา 44
สรุปว่าคสช.ตัดสินใจเลือกทางที่สอง ไม่เลือกปลดล็อก อ้างว่าเนื่องจากยังมีความเคลื่อนไหวบางอย่าง อาจกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
การใช้มาตรา 44 ครั้งนี้ นักการเมืองพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็มองตรงกันว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และอาจมีผลทำให้โรดแม็ปเลือกตั้งที่วางไว้ปลายปี 2561 ต้องขยับเลื่อนออกไป
อีกทั้งพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ถือเป็นกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการทำประชามติ จึงไม่ควรมาแก้ด้วยมาตรา 44 ซึ่งถือเป็นอำนาจนอกระบบ
ทั้งที่ความจริงปัญหาแก้ได้ด้วยหนทาง ที่ถูกต้อง นั่นคือการปลดล็อกคำสั่งคสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ให้ทุกสิ่งอย่างเข้ารูปเข้ารอยตามที่กฎหมายพรรคการเมืองบัญญัติไว้
ในอีกแง่หนึ่งต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ล้วนมีที่มาจากคสช.และเครือข่ายอำนาจของตนเองทั้งสิ้น โดยอ้างจุดมุ่งหมายเรื่องปฏิรูปการเมือง
แต่การใช้มาตรา 44 แก้ปัญหากรณีนี้ เท่ากับเป็นการไม่เคารพกฎหมายที่ตนเอง เขียนขึ้นมา
เมื่อตัวเองยังไม่เคารพ จะให้คนอื่นเคารพได้อย่างไร