คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
โดย…เภรี กุลาธรรม
‘สิระ’พ้นสภาพส.ส. กับผลพวงที่ตามมา
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัยคำร้องกรณีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ตามที่หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยและส.ส.ฝ่ายค้านเข้าชื่อยื่นร้อง
วินิจฉัยว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งสภาผู้แทนราษฎร กำหนดไว้ตาม มาตรา 98(10) โดยมุ่งเน้นถึงการกระทำความผิดถึงที่สุด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นของการรอลงโทษ และการได้รับการอภัยโทษ
ข้อเท็จจริงจากศาลแขวงปทุมวัน ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 812/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 2218/2538 กระทำ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 นั้น กระบวนการพิจารณานั้นถูกต้องแล้ว
การที่ผู้ถูกร้องได้กล่าวอ้างนับประโยชน์จากการล้างมลทิน เมื่อปี 2559 ไม่อาจลบล้างความผิดทางอาญาได้
ผู้ถูกร้องจึงเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแขวงปทุมวันในคดีฉ้อโกง เมื่อผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษา ทำให้ขาดคุณสมบัติต้องห้ามการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(10)
จึงทำให้ผู้ถูกร้องสิ้นสุดสมาชิกภาพส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ 101(6)
เมื่อเป็นเช่นนี้ สมาชิกสภาพของผู้ถูกร้องสิ้นสมาชิกภาพ นับตั้งแต่วันเลือกตั้งคือวันที่ 24 มี.ค. 2562 สมาชิกภาพของส.ส.ของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 98(10)
โดยตุลาการรัฐธรรมนูญมติในคำร้องนี้ 7 ต่อ 2 เสียง
เสียงข้างน้อยจำนวน 2 คน คือ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ และนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เห็นว่าสมาชิกภาพของส.ส.ของนายสิระไม่สิ้นสุดลง
หลังจากนี้ จะมีผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมาอีกเป็นบัญชีหางว่าว
จากนี้สภาผู้แทนราษฎรจะเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เบี้ยประชุมกรรมาธิการ เงินผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วย ส.ส. รวม 7 คน ค่าเครื่องบินและอื่นๆ ย้อนหลังไปตั้งแต่วันแรกที่ได้รับ
ส่วน กกต.ก็มีหน้าที่ต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งและฟ้องดำเนินคดีอาญาฐานใช้หลักฐานอันเป็นเท็จในการสมัครเลือกตั้งด้วย
นอกจากนี้ นายสิระยังเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในช่วงปี 2557-2558 ด้วย
ไม่นับรวมถึงโจทก์อื่นที่นายสิระเคยต่อกรไว้!!
เภรี กุลาธรรม