ปลดล็อกกัญชาผ่าน 2 สัปดาห์ กระแสแรงทั้งด้านบวกและลบ
ประโยชน์มากมายถ้านำมาใช้อย่างเหมาะสมทั้งด้านการแพทย์ สร้างเศรษฐกิจใหม่ๆ ต่อยอดอาหาร สมุนไพร เครื่องสำอาง เป็นต้น
ข้อวิตกกังวลก็มีไม่น้อย หลายกรณีบ่งชี้การใช้กัญชาอาจไปไกลกว่าทางการแพทย์ เข้าไปอยู่ในสัดส่วนการนันทนาการ
ท้าทายความอยากรู้อยากลองของวัยรุ่นหรือเยาวชนที่กฎหมายเปิดช่องให้เข้าถึงง่าย
นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายกัญชาเสรี ถูกปล่อยออกมาโดยยังไม่มีมาตรการควบคุมเข้มงวดเพียงพอ ซึ่งก็คือร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่เพิ่งผ่านสภาวาระแรก ยังต้องผ่านวาระ 2-3 และวุฒิสภา ใช้เวลาอีกหลายเดือน
สัปดาห์ก่อน กทม. แถลงเรื่องพิษภัยจากกัญชาหลังปลดล็อกเสรีว่า เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลอีก 3 คน โดย 2 ใน 3 เป็นเยาวชนอายุ 16 กับ 17 ปี เข้ารักษาตัวในห้องไอซียู
ปรากฏนักการเมืองพรรคเจ้าของนโยบายกัญชาเสรีตอบโต้ทันควัน ผู้เสียชีวิตตายเพราะหัวใจวาย ไม่ได้ตายเพราะเสพกัญชา
หัวหน้าพรรคที่เป็นรองนายกฯ และรมว.สาธารณสุขถึงกับต้องโทรศัพท์ไปเคลียร์กับผู้ว่าฯ กทม.เป็นการใหญ่
ข้อสังเกตคือเป็นการตอบโต้เรื่องผู้เสียชีวิตอย่างเดียว ไม่ได้ชี้แจงกรณีเยาวชนอายุ 16 กับ 17 ที่เข้าไปนอนไอซียู
พอผู้ว่าฯ กทม. บอกว่าจะออกประกาศให้ทุกโรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นเขตปลอดกัญชา นักการเมืองพรรคดังกล่าวที่มีตำแหน่งเป็นประธาน กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ยังออกมาพูดตำหนิ “ขอให้หยุดหาเสียง”
ทำเอาสังคมมึนงง หาเสียงยังไง เพราะวันรุ่งขึ้นกระทรวงศึกษาธิการก็ยังออกประกาศให้โรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศ เป็นเขตปลอดกัญชาเช่นกัน
แม้แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ยังล้อมคอก ประกาศให้กัญชาเป็น “สมุนไพรควบคุม” ไม่ให้เด็กและผู้อายุต่ำกว่า 20 เข้าไปยุ่งเกี่ยว
ซึ่งเท่ากับการยอมรับนโยบายกัญชาเสรี ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคถูกคิดค้นขึ้นเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยขาดความรอบคอบรอบด้านในมิติผลกระทบของสังคม
สุดท้ายต้องมาตามไล่อุดช่องโหว่ทีหลัง เสี่ยงเกิดกระแสสังคมตีกลับ วัคซีนเต็มแขน กัญชาเต็มปอด
จากที่ควรได้กลายเป็นเสียคะแนนไป
มันฯ มือเสือ