เข้าสู่สัปดาห์แห่งเอเปค รัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ 8 ปีคาดหวังใช้อีเวนต์ระดับโลกนี้ เป็นเครื่องมือเยียวยาภาพลักษณ์ก่อนไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า
อย่างที่หลายคนประเมินหลังจบเอเปค ภาพการเมืองไทยจะคมชัดมากขึ้น รวมถึงเส้นทางอนาคต พล.อ.ประยุทธ์ จะไปต่ออย่างไร
โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ
หรือปักหลักอยู่กับพลังประชารัฐ รอพรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ประกบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตามสโลแกน “นายกฯ คนละครึ่ง”
พรรครวมไทยสร้างชาติ มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. เป็นเลขาธิการพรรค
ตอนแรกดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ล่าสุดปรากฏมีนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่ง นำโดย นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี แสดงเจตจำนงย้ายมาร่วมสังกัด จนเกิดสถานการณ์เลือดไหลออกจากประชาธิปัตย์ไม่หยุด
แม้แต่ในพลังประชารัฐเอง ก็มีรัฐมนตรี ส.ส.จำนวนหนึ่งเฝ้ารอการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าหากชิ่งไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ นักการเมืองกลุ่มนี้ก็พร้อมเก็บกระเป๋าย้ายตามไปอยู่ด้วย
โดยเฉพาะนักการเมืองส.ส.ที่มีฐานเสียงในภาคใต้ หลังจากสำนักโพลชื่อดังสำรวจพบ ชื่อ “ลุงตู่” ยังขายได้ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน
มีการวิเคราะห์หาก พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อกับพลังประชารัฐ สนามเลือกตั้งภาคใต้จะเป็นพื้นที่ช่วงชิงดุเดือด ระหว่าง 3 พรรคฝ่ายอำนาจปัจจุบัน คือ พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย
แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์เปลี่ยนเส้นทางไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ พรรคผสมผสานกันระหว่างอดีต กปปส.กับคนพรรคประชาธิปัตย์เดิมบางส่วน ก็มีความเป็นไปได้ที่ฐานคะแนนเสียงคนใต้จะแปรพักตร์ตามไปด้วย
เมื่อนั้นความได้เปรียบในสนามของพลังประชารัฐจะลดน้อยลง เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ถูกพวกเดียวกันเองสูบเลือดจนอ่อนแรง
จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจอนาคตทางการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ หลังจบประชุมเอเปค ไม่ว่าอย่างไรย่อมส่งผลสะเทือนต่อพลังประชารัฐโดยตรง ส่วนประชาธิปัตย์อาจโดนหางเลขบ้าง หากมีพรรคตั้งใหม่มาแชร์ที่นั่งภาคใต้เพิ่ม
ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน เพื่อไทย-ก้าวไกล การที่พล.อ.ประยุทธ์ เลือก “ไปต่อ” ไม่ว่ากับพรรคเดิมหรือพรรคตั้งใหม่ ก็ไม่ส่งผลใดๆ ต่อคะแนนความนิยมพรรคฝ่ายประชาธิปไตย
น่าจะดีเสียด้วยซ้ำ เพราะหาเสียงง่ายกว่าเดิม
มันฯ มือเสือ