หุ้นพรรครวมไทยสร้างชาติดีดขึ้นทันที หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศทิศทางอนาคตการเมือง เตรียมเข้าเป็นสมาชิกพรรค เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค
โดยก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จากที่ปรึกษานายกฯ เป็นเลขาธิการนายกฯ หรือที่เรียกว่า “นายกฯน้อย”
อย่างไรก็ตามการที่พล.อ.ประยุทธ์ อ้างเหตุผลตัดสินประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะพรรคพลังประชารัฐได้ประกาศเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ แล้วนั้น
ดูเหมือนไม่เป็นธรรมกับพรรคพลังประชารัฐเท่าใดนัก
เพราะข้อเท็จจริงตามที่เป็นข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้เข้าอำลา พล.อ.ประวิตร ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนพ.ย. ว่าจะออกจากพลังประชารัฐ ไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ
ถัดจากนั้นอีกเกือบเดือน พรรคพลังประชารัฐถึงได้ประกาศจะเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว หลังพล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งนายพีระพันธุ์ เป็นนายกฯ น้อยเสียด้วยซ้ำ
การตั้งนายพีระพันธุ์ เป็นใบเสร็จต่างตอบแทน หรือหลักฐานการวางแผนเตรียมการกันมาก่อน หรือไม่ ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับ “ประยุทธ์-พีระพันธุ์”
มีการวิเคราะห์ด้วยว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องประกาศทิศทางอนาคตตนเองก็เพราะจำนนต่อสถานการณ์ เพราะหากขืนทอดเวลาออกไป ไม่ประกาศตอนนี้ ส.ส.ก็ไม่กล้าตัดสินใจย้ายตาม
ผลคืออาจกระทบถึงเป้าหมาย ได้ส.ส.ไม่ถึง 25 คนทำให้พรรคไม่สามารถเสนอชื่อนายกฯได้
ประกาศตอนนี้ก็ยังถือว่าช้าไป เพราะมีส.ส.บางคน เดิมตั้งใจจะย้ายไปอยู่รวมไทยสร้างชาติ แต่ระหว่างรอความชัดเจนจากพล.อ.ประยุทธ์ ได้เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน ออกไปอยู่พรรคที่มี “พลังดูด” รุนแรงกว่า
พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในอำนาจ 8 ปี เหลือวาระเป็นนายกฯ ได้อีก 2 ปี ครั้งนี้ลงเป็นแคนดิเดตในฐานะสมาชิกรวมไทยสร้างชาติ ดูเผินๆ เหมือนเป็นการต่อสู้ตามกติกาประชาธิปไตย ที่การเข้าสู่อำนาจต้องได้รับฉันทามติจากประชาชน ชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1
ในกรณีได้เสียงส.ส.แค่หยิบมือแต่ใช้ “แต้มต่อ” 250 ส.ว.โหวตเลือกเข้ามาเป็นนายกฯ ย่อมไร้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี ขาดความสง่างาม ไม่เป็นธรรมกับพรรคอื่น ที่สำคัญคือ ไม่ได้การยอมรับจากประชาชน
เมื่อนั้นประเทศชาติอาจต้องเผชิญวิกฤตการเมืองรอบใหม่ไม่จบสิ้น
มันฯ มือเสือ