ในการเสวนาของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ มีการนำเสนอข้อมูล วิธีการป้องกันและแก้ไข น่าสนใจนำมาเผยแพร่ต่อให้สาธารณชนรับทราบ
ปัจจุบันอาชญากรรมทางไซเบอร์ เป็นปัญหาต้องแก้ไขเร่งด่วน เพราะไม่ใช่แค่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ ยังส่งผลไปยังภาคเอกชนและตัวบุคคล
ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เมื่อเดือนมี.ค.65 คนไทยกว่า 50% เคยมีประสบการณ์ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ ระหว่างช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
และจากสถิติแจ้งความช่วงเดือนมี.ค.65-ม.ค.66 ของศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าเป็นคดีออนไลน์ 187,299 คดี จาก 207,679 เรื่องทั้งหมด
5 อันดับแรกพบมากสุด คือ 1.หลอกลวงซื้อขายสินค้า (32.95%) 2.หลอกโอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม (13.87%) 3.หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน (11.6%) 4.หลอกลวงทางโทรศัพท์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (8.72%) 5.หลอกลงทุน (8.20%)
รวมมูลค่าความเสียหาย 29,244,246,369 บาท โดยมีแนวโน้มที่คดี และมูลค่าความเสียหายจะเพิ่มมากขึ้น
การแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ระยะสั้น หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ควรมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ให้แต่ละกลุ่มประชากรรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อลดโอกาสตกเป็นเหยื่อ สูญเสียเงินจำนวนมาก
ระยะยาว ต้องทำงานร่วมกันมากขึ้นระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตัวแทนภาคธนาคาร ซึ่งมีฐานข้อมูลบัญชี (Database Account)
หากพิสูจน์ทราบว่ามีการเปิด “บัญชีม้า” ให้อายัดได้ทันที ก่อนเงินจะโอนออกนอกประเทศ หรือโอนเป็นสกุลเงินดิจิตอล นอกจากนี้หน่วยงาน กสทช.จะเข้ามาป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์นี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันการอายัดเงินทำได้ยากมาก ตำรวจมักติดปัญหาการขอข้อมูลแต่ละคดี บางคดีต้องทำหนังสือสอบถามไปยังธนาคารต่างๆ ตามเส้นทางการโอนเงิน ทำให้เสียเวลา
จึงต้องจัดตั้งกองปราบโกงออนไลน์ที่มีอำนาจจัดการ ขจัดอุปสรรคขั้นตอนปฏิบัติงานที่ไม่ทันอาชญากร เพราะยิ่งนานโอกาสได้เงินคืนยิ่งลดน้อยลง
การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตามให้ทันอาชญากรทางไซเบอร์ที่พยายามเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปเรื่อยๆ จึงจำเป็น
เพื่อปกป้องประชาชนจากการหลงตกเป็นเหยื่อ สูญเสียเงินทองทรัพย์สิน ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก
มันฯ มือเสือ