หลังประกาศยุบสภา กำหนดเลือกตั้งใหม่วันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค.2566
ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ตั้งแต่วันที่ 3 ไปจนถึงวันที่ 7 เม.ย. สมรภูมิเลือกตั้งจะชัดเจนมากขึ้นอีกขั้น
ประชาชนจะได้เห็นหน้าตาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ และลำดับผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ของทุกพรรคการเมือง
พรรคไหนจะส่งลงสมัครมากหรือน้อย แล้วแต่สะดวก กฎหมายไม่บังคับว่าต้องส่งครบ 400 เขต หรือครบ 100 รายชื่อในส่วนของปาร์ตี้ลิสต์
ไม่ได้เห็นเฉพาะหน้าตาผู้สมัคร แต่ยังจะรู้หมายเลขประจำตัว (เบอร์) ผู้สมัครทุกคนทุกเขต จากการจับสลากวัดดวง
เช่นเดียวกับในส่วนของผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ก็จะได้หมายเลขพรรค
สำหรับเปิดฉากลุยหาเสียงเต็มรูปแบบทั้งคนทั้งพรรค
อย่างไรก็ตาม ตรงนี้อาจสร้างความสับสนให้ประชาชนอยู่บ้าง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ถึงแม้มีการแก้ไขกฎกติกาเปลี่ยนกลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือกส.ส.เขต กับเลือกส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
แต่บัตร 2 ใบ จะแยกคนละเบอร์กัน
พูดง่ายๆ คือเบอร์ผู้สมัครส.ส.แบบเขต จะแตกต่างจากเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเดียวกัน อาจมีบ้างในบางเขตที่เป็นเบอร์เดียวกัน ก็ถือเป็นโชคดีของผู้สมัคร เพราะหาเสียงง่าย ไม่ซับซ้อน
สำหรับเขตที่เบอร์ผู้สมัครกับเบอร์พรรคเป็นคนละเบอร์กัน ซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ ก็เป็นหน้าที่ผู้สมัครแบบเขตแต่ละคนของแต่ละพรรคต้องพยายามหาวิธีสื่อสาร
ทำความเข้าใจกับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่ของตนเองให้ชัดเจน ป้องกันความสับสนเวลาเข้าคูหากาบัตร
กล่าวคือทำอย่างไรให้ประชาชนเลือก “คนที่ใช่ พรรคที่ชอบ” ได้ตรงตามความตั้งใจ
ย้อนกลับไป 1 ปีที่แล้ว สภาถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างหนัก
ฝ่ายเสนอให้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบเป็นเบอร์เดียวทั้งประเทศ ส่วนใหญ่ตอนนั้นเป็นพรรคฝ่ายค้าน เช่น เพื่อไทย ก้าวไกล เสรีรวมไทย ประชาชาติ และบางส่วนของประชาธิปัตย์กับชาติพัฒนา
เพราะเวลาเลือกตั้งจะสื่อสารกับประชาชนได้ง่าย บอกครั้งเดียวเบอร์เดียว พรรคก็หาเสียงง่าย ประชาชนก็สะดวกไม่ต้องไปจดจำให้สับสน กกต.ก็จัดการเลือกตั้งได้สะดวก
แม้เหตุผลดี แต่ก็ใช่ว่าจะชนะ สุดท้ายสภาโหวตตัดสินให้ใช้บัตร 2 ใบคนละเบอร์
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ต้องการสร้างสิ่งกีดขวาง
สกัดบางพรรคไม่ให้แลนด์สไลด์?
มันฯ มือเสือ