น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ
เพราะแม้จะรวมเสียงได้ถึง 316 เสียง จาก 9 พรรคการเมือง ก็ยังถูกตั้งคำถาม และจับตามองว่าจะสำเร็จหรือไม่
ทั้งที่หากเป็นสภาวะปกติ บ้านเมืองประชาธิปไตยอื่นๆ การรวมเสียง ข้างมากได้ระดับ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่ามีเสถียรภาพพอสมควร และคงไม่มีใครหน้าไหนมาต่อต้าน หรือขัดขวางได้
เพียงแต่ที่นี่คือประเทศไทย ที่ถูกล็อกด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ อำนาจส.ว.ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน 250 คน มาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ได้ใน 5 ปีแรก
ซึ่งก็หมายถึงครั้งนี้ด้วย!!!
นอกจากนี้ยังมีองคาพยพต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการ หรือรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ที่พร้อม จะเดินเกมสร้างปาฏิหาริย์ในหลากหลายรูปแบบ ดังที่เกิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง
ความไว้วางใจในการจัดตั้งรัฐบาล ของประชาชนครั้งนี้จึงลดน้อยลง และถูกติดตามจากประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์ออก เสียงอย่างใจหายใจคว่ำ
แม้จะมีถึง 24 ล้านคะแนนเสียงที่ทุ่มให้พรรคก้าวไกล และเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้น นั่นก็คือความหนักแน่นของ 2 พรรคใหญ่ ที่จะจับมือกันได้มั่นคงเพียงไหน
เพราะ 2 พรรครวมกันแล้วมีเสียงสูงถึง 293 เสียง เรียกได้ว่าหากยึดโยงกันอยู่ได้ตลอด ไม่ว่าเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ก็มีความมั่นคง
ใครจะหาญสู้ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตรัฐบาลเสียงข้างน้อย!!
ดังนั้นไม่แปลกที่จะเกิดยุทธวิธียุแหย่ให้ 2 พรรคนี้แตกกัน ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ล่อใจ การอ้างเงื่อนไขพิเศษต่างๆ
ซึ่งแน่นอนว่าพุ่งเป้าไปที่ ‘เพื่อไทย’ มากกว่า ‘ก้าวไกล’ ที่มีความแหลมคมในนโยบายมากกว่า หวังจะดึง‘เพื่อไทย’ ออกมาให้ได้ เพื่อปลดล็อกรัฐบาลเสียงข้างน้อย
จึงเป็นเรื่องที่ต้องเตือนสติแกนนำทั้ง 2 พรรค ให้เชื่อมั่นในกันและกัน และต้องไม่ทรยศต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมีให้
หากหนักแน่นมั่นคง ก็ไม่มีอะไรที่ทำลายหลักการประชาธิปไตย
และฉันทามติของประชาชนได้อย่างแน่นอน
รุก กลางกระดาน