เครื่องจักรฝ่ายอำนาจอนุรักษนิยม เดินเครื่องเต็มกำลัง
เพื่อต้านทานนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล สัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม
จับตากลไกฝ่ายอำนาจ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มนักร้อง สื่อในเครือข่าย คณะกรรมการการเลือกตั้ง และปลายทางกระบวนการยุติธรรม กำลังทำงานสอดประสานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เป้าหมายมีตั้งแต่สกัดพิธา ไม่ให้ได้รับโหวตเป็นนายกฯ กระพือข่าวดีลลับเพื่อไทยเตรียมพลิกขั้ว โดดเดี่ยวก้าวไกล ไปจนถึงการร้องยุบพรรค
ข้อกล่าวหามีตั้งแต่เรื่องเกี่ยวกับมาตรา 112 การชี้นำและครอบงำพรรคจากแกนนำคณะก้าวหน้า การลงนาม เอ็มโอยูของ 8 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ก็ยังถูกนำมาร้องยุบพรรค
และประเด็นร้อนแรงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเวลานี้
คือคำร้องที่หยิบยกเอาเรื่องพิธา ถือครองหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น ยื่นให้ กกต.ตรวจสอบ เข้าข่ายคุณสมบัติลักษณะ ต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) หรือไม่
เนติบริกรออกมาชี้ช่องให้ฝ่ายผู้ร้อง หากยื่นคำร้องตรวจสอบครอบคลุมพอ พิธา ไม่เพียงขาดคุณสมบัติลงสมัครส.ส. ขาดคุณสมบัติสมาชิกพรรค ไม่ได้เป็นนายกฯ
ยังมีผลให้การเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค. เป็นโมฆะอีกด้วย
โดยเครือข่ายเหล่านี้จงใจมองข้ามประเด็นที่ว่า สัดส่วนการถือหุ้นนั้น มากถึงขนาดกำหนดนโยบายทิศทางบริษัทไอทีวี เพื่อใช้ประโยชน์จากสื่อมาสนับสนุนการเมืองหรือไม่ และไอทีวี ยังประกอบกิจการสื่อหรือไม่
การที่มีส.ว.ตัวตึงปั่นว่าพิธาจะไปไม่ถึงฝัน ก็เป็นเพียงการคาดคะเนส่วนตัวของคนที่มีอคติกับพิธา และก้าวไกล เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
ที่มีน้ำหนักจริงๆ อยู่ที่ กกต.จะพิจารณาคำร้องนี้อย่างไรหลังจากรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐาน ครบถ้วน จะยกคำร้องหรือส่งไม้ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
คดีทำนองนี้ในชั้นศาลเคยมีบรรทัดฐานมาแล้วทั้งทางลบและทางบวก
ทางลบคือกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อพ.ย.ปี 62 ส่วนผลทางบวก กรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ในเดือนพ.ค.ปี 66
กรณีพิธา ผลจะออกมาในทางใด อันดับแรกขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. ถ้ายกคำร้องเรื่องก็จบเร็ว
แต่ถ้าส่งไปถึงศาลไม่ว่าศาลใดก็ตาม ก็ต้องรอเวลาในการวินิจฉัยตัดสิน
คดีพิธา ไม่รู้จะลงเอยอย่างไร แต่ความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ ส่งสัญญาณให้เห็นแล้ว
มันฯ มือเสือ