“รุก กลางกระดาน”
น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ที่เดินหน้ารณรงค์ให้คสช.จัดการเลือกตั้งภายในปีนี้ และยุติการสืบทอดอำนาจ
ที่พัฒนาจากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่กี่สิบคน ยกระดับมาเป็นหลักร้อยอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ในการชุมนุมก็มีบรรดากลุ่มนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ เข้าร่วมกันอย่างคึกคัก
ดังจะเห็นได้จากกำลังใจที่ล้นหลามที่ มธ.ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา
แน่นอนว่าพลังเหล่านี้ หากเทียบปริมาณแล้วถือว่าเป็นจำนวนไม่มากเท่าใด เพียงแต่ทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อเรียกร้องทั้งหมดเป็นการแสวงหาจุดร่วมของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคม
เพราะก็เห็นแล้ว พิสูจน์ทราบมาด้วยตัวเองว่าระยะเวลาที่ผ่านมา 4 ปี ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลคสช. ส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ปัญหาเศรษฐกิจคลี่คลายไปในทางไหน คนมีเงินมากขึ้นหรือลดลง พ่อค้าแม่ค้าขายของได้มากขึ้นหรือน้อยลง
คนเดินดินกินข้าวแกงที่ไม่มีเงินเดือนจากภาษีประชาชนมาคอยสนับสนุน เขาตระหนักรู้ได้เอง
การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่อ้างเป็นภารกิจหลัก ปัจจุบันคืบหน้าไปถึงไหน ถึงถูกจัดเกรดจากองค์กรความโปร่งใสนานาชาติว่าสอบตก
สิ่งเหล่านี้ก็เห็นๆ กันอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น หากยึดตามคำพูดของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เตือนว่ากองหนุนกำลังจะหมด
ทุกอย่างก็เริ่มเด่นชัดว่าท่าทีต่อคสช.สามารถนำขึ้นมาเป็นจุดยืนร่วมกันได้
ว่าต้องมีการเลือกตั้งได้แล้ว การยื้อเวลาต่อไปรังแต่ทำให้เกิดความเสียหาย
ข้อเรียกร้องนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างสีเสื้ออีกต่อไป
ดังที่น.ศ.หนุ่มจากรั้วธรรมศาสตร์ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ที่ประกาศชัดว่านี่ไม่ใช่สงครามระหว่างเหลือง-แดง
แต่เป็นสงครามของยุคสมัย ระหว่างยุคใหม่กับยุคเก่า
เป็นการปะทะจากคนยุคเก่าที่นั่งอยู่ในทำเนียบ รับใช้ความคิดแบบเก่า ที่โลกของพวกเขากำลังจะล่มสลาย
เผชิญหน้ากับผู้ท้าชิงจากคนในยุคใหม่
จึงเป็นเรื่องที่คสช.ต้องทบทวนและตระหนักรู้ว่าสู้อยู่กับใคร
ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นยุคสมัย!!?