กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างข้อถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง

สำหรับกรณีพญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สว. ที่เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไอซ์แลนด์ แล้วถูกชายไทยอ้างเป็นเจ้าของร้านอาหารในกรุงเรคยาวิก ขับไล่ออกจากร้านอาหาร

โดยให้เหตุผลถึงความโกรธแค้นในการปฏิบัติหน้าที่สว. ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นแฟนคลับซื้อหนังสือของพญ.พรทิพย์มาอ่านด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าปฏิกิริยาที่แสดงออกในเรื่องดังกล่าว ก็มีทั้งไม่เห็นด้วย และเห็นด้วย แบ่งฝ่ายกันในโลกออนไลน์ถล่มกันไปมา

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้สติ และเหตุผลพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้รอบด้าน

แน่นอนว่าหากเรื่องดังกล่าวล้ำเส้นกลายเป็นการใช้ความรุนแรง ย่อมชัดเจนว่าไม่เหมาะสม และมีความผิด

แต่ในเรื่องการด่าทอ และประณาม รวมทั้งไม่ให้เข้าร้านอาหารเล่า ก็คงมีหลายส่วนมองว่าไม่เหมาะสมอยู่ดี เพราะในสังคมอารยะ การไปยืนชี้หน้าด่าใคร หรือไล่ตะเพิดใครให้พ้นก็ไม่ใช่เรื่องเหมาะสม หรือเป็นมารยาทอันดี

อย่างไรก็ตามยังมีอีกมุมหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจในการทำหน้าที่ของสว. ที่มาจากการลากตั้ง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าสืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหาร ที่ใช้กลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้เกิดการบิดเบือนในหลายส่วน

การโหวตเลือกนายกฯ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 375 เสียง เท่ากับว่า 250 สว. มีอำนาจชี้ขาด

เรียกได้ว่าหากไม่ได้รับการยินยอมจาก 250 สว. การจะเป็นนายกฯ แม้ชนะเลือกตั้งมา ก็เป็นทางที่ยากยิ่ง

ยังไม่รวมกับท่าทีของสว.ที่ปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมายิ่งขึ้น ร่างของประชาชนที่เสนอเข้าไปในตลอด 4 ปีของรัฐบาลประยุทธ์ ก็เป็นตัวกระตุ้นความเจ็บแค้นของประชาชนได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เป็นแค่เรื่องส่วนของระหว่างชายคนดังกล่าว กับพญ.พรทิพย์ แต่เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความโกรธของประชาชน

และหากไม่เร่งถอดชนวนปัญหา ส่วนหนึ่งก็คือตัวรัฐธรรมนูญ

ก็ยากที่จะไม่เกิดซ้ำ และยังน่ากังวลว่าอาจจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นไปอีก!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน