“รุก กลางกระดาน”
เป็นอีก 1 คดีใหญ่ที่รอบทสรุป
สำหรับกรณี เสี่ยเปรมชัย กรรณสูต ซีอีโอบริษัทอิตาเลียนไทย ที่ถูกจับกุมขณะเข้าไปตั้งแคมป์กลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
ที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจพบทั้งซากเสือดำ เก้ง ไก่ฟ้าหลังเทา พร้อมอาวุธปืน หลายกระบอก เครื่องกระสุนจำนวนมาก
เพราะหวั่นเกรงว่าคดีนี้จะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดู คนผิดไม่ได้รับโทษ จนเกิดวาทกรรมไม่มีคนรวยที่ติดคุก
จึงไม่แปลกที่ทุกภาคส่วนของสังคมจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด
แรงกดดันจึงไปอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
และแน่นอนว่าการดำเนินคดีจะเอาแค่สะใจ หรือตามกระแสสังคม ก็ยิ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ต้องย่ำแย่เข้าไปใหญ่
ยิ่งเป็นคดีที่เกิดขึ้นในป่า ขาดพยาน ผู้เห็นเหตุการณ์ ไร้กล้องวงจรปิด เหยื่อก็เป็นสัตว์ป่าไม่มีสิทธิ์ต่อสู้
ความรัดกุมในเรื่องพยานหลักฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ!??
ดีที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตระหนักรู้ จึงต้องดึงมือเก็บหลักฐานชั้นครูอย่าง พล.ต.อ. จรัมพร สุระมณี อดีตผบช.พฐ. มาช่วยดูคดีอย่างใกล้ชิด
จนสามารถเชื่อมโยงทั้งอุปกรณ์ดักสัตว์ อาวุธปืน กระสุน คราบเขม่าดินปืน รอยนิ้วมือ เชื่อมโยงว่าทั้งหมดเข้าป่าไปเพื่อล่าสัตว์
ถือเป็นหลักฐานสำคัญ
อย่างไรก็ตามยังมีจุดที่น่าเป็นห่วงในคดี ที่กลายเป็นว่ามีคนอีกหลายคนหลายกลุ่มพยายามโหนเรื่องเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
จะเพื่อความอยากดังส่วนตัว อยากจะเป็นฮีโร่ หรือจะฟอกตัวเองให้กลายเป็นคนดี ก็สุดแท้จะคาดเดาเจตนา
พยายามสร้างเรื่องสร้างราวให้น่าตื่นเต้น ทั้งการตามรอยอุจจาระเจ้าสัว บรรยายภาพเป็นฉาก เรื่องการเปิบพิสดาร มุ่งมั่นจะกินเมนูตัวเดียวอันเดียวเสือดำให้จงได้
สุดท้ายก็ต้องเงิบไป เมื่อพบว่าเสือดำตัวที่ตายเป็นตัวเมีย!!
ซึ่งน่ากังวลว่าการสร้างเรื่องเหล่านี้ อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายเจ้าสัว อ้างต่อศาลถึงความน่าเชื่อถือ และอคติของเจ้าหน้าที่
คดีที่ทำมารัดกุมก็มีช่องโหว่ เพราะแค่ความอยากดัง
ก็น่าเสียดายไม่น้อย