มาตรา 153 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่าสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ
พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือให้สิทธิสว.เข้าชื่อขอเปิดอภิปรายซักฟอก ตรวจสอบรัฐบาลได้โดยไม่ต้องลงมติ
จึงเป็นที่มาให้สว.กลุ่มหนึ่ง ผลักดันผ่านมติคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เคลื่อนไหวล่ารายชื่อสมาชิกสว.ขอเปิดอภิปรายรัฐบาล
โดยต้องได้รายชื่อเกิน 84 เสียงสว. ตามที่มาตรา 153 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดไว้
จนถึงขณะนี้จำนวนเสียงยังไม่นิ่งชัดเจน บางกลุ่มก็ว่ามีผู้แสดงความจำนงแล้ว 80 ราย บางคนก็มั่นใจได้เกินกว่า 90 เสียงแน่นอน
ส่วนจังหวะเวลาที่เหมาะสมเปิดอภิปรายนั้น คาดเป็นเดือนก.พ.-มี.ค.นี้ โดยมีหลายเรื่องที่สว.เตรียมซักฟอกรัฐบาล
อาทิ เรื่องกระบวนการยุติธรม บังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม สองมาตรฐาน โครงการดิจิทัลวอลเล็ต แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดจนเรื่องปากท้อง ซึ่งสว.กลุ่มนี้อ้างว่ารัฐบาลยังทำไม่ประสบผลสำเร็จ
แต่กรณีนี้ก็มีสว.อีกส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยที่วุฒิสภาจะเปิดอภิปรายรัฐบาล เพราะเพิ่งมีโอกาสทำงานได้เพียง 3-4 เดือนเท่านั้น
พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าขนาดรัฐบาลชุดที่แล้ว ทำงานมา 4 ปี แต่สว. ซึ่งก็เป็นชุดเดียวกันทำไมไม่ขอเปิดอภิปราย ทั้งที่มีวิกฤตปัญหาหลายเรื่อง ปั่นป่วนวุ่นวายทั่วสังคมวงกว้าง
ล่าสุดกลุ่มสว.ที่เคลื่อนไหวเปิดอภิปราย ออกมาโวยวายทำนองมีความพยายามสกัดกั้น ไม่ให้สว.ร่วมลงชื่อสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ต่อการเคลื่อนไหวของสว.ขอเปิดอภิปรายรัฐบาล สำหรับภาคสังคมแล้วเหมือนจะเมินเฉย ไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร
เพราะนอกจากจะเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปความล้มเหลว หรือความสำเร็จของรัฐบาลแล้ว ที่มาและความน่าเชื่อถือของสว.เองก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมไม่รู้สึกยินดี หรือเห็นด้วย
อีกประการสำคัญคือ สว.ปัจจุบันไม่มีส่วนไหนยึดโยงกับประชาชน แต่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ฝ่ายตรงข้ามประชาธิปไตย
ดังนั้น การขอเปิดอภิปรายรัฐบาลของสว. สังคมจึงเมินเฉย ไม่รู้สึกยินดียินร้ายใดๆ
ข้าวตอกแตก