สถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องความนิยมพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี ในโอกาสครบ 1 ปีหลังการเลือกตั้งใหญ่ 14 พ.ค.2566
เป็นการสำรวจจาก 1,620 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลในทุกจังหวัดทั่วประเทศ
ผลสำรวจมีข้อมูลน่าสนใจ โดยเฉพาะคะแนนนิยมของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล”
ซึ่งวันนี้เป็นพรรคคู่แข่งขันทางการเมือง และแทบจะทุกสนามเลือกตั้ง
สังเกตได้จากทุกความเคลื่อนไหวของ 2 พรรคนี้ เป็นที่จับจ้องและวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวางในสังคม
ดังนั้น แม้ผลโพลจะระบุถึงพรรคการเมืองอื่นด้วย แต่โฟกัสหลักที่สังคมสนใจ รวมถึงข้อเปรียบเทียบน่าจะอยู่ที่เพื่อไทยกับก้าวไกลมากกว่า
เริ่มจากถามว่าถ้ามีการเลือกตั้ง สส.ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะลงคะแนนเลือกผู้สมัครจากพรรคใด ปรากฏว่า สส.แบบแบ่งเขต มากสุดร้อยละ 35.7 เลือกก้าวไกล รองลงมาร้อยละ 18.1 เลือกเพื่อไทย
ส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ตัวอย่างโพลเลือกลงคะแนนให้ก้าวไกลมากที่สุด ร้อยละ 44.9 รองลงมาเพื่อไทยร้อยละ 20.2
คณะผู้สำรวจโพลระบุด้วยว่า เมื่อนำตัวเลขประมาณการที่นั่ง สส.ทั้ง 2 ระบบมารวมกัน ก้าวไกลเป็นพรรคที่มีโอกาสได้ สส.มากสุด 208 ที่นั่ง รองลงมาเพื่อไทย 105 ที่นั่ง
สุดท้ายเมื่อถามว่าถ้าเลือกได้ อยากให้ใครเป็นนายกฯ ของประเทศไทยในช่วงเวลานี้มากที่สุด
ส่วนใหญ่ระบุว่าอยากให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ
นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ให้สัมภาษณ์ต่อผลโพลว่า เป็นการสะท้อนความเห็นของประชาชน ต้องให้ความเคารพกับข้อมูล
ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็มีมุมมองคล้ายกัน น้อมรับผลโพล แต่ไม่ย่อท้อ โดยเชื่อว่าถ้านโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะดิจิทัลวอลเล็ตที่จะมาในไตรมาสสุดท้ายของปี ขับเคลื่อนเมื่อไหร่จะส่งผลต่อความนิยมดีขึ้น
จากผลโพลซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่น่าจะเป็นข้อมูล และเสียงสะท้อนส่วนหนึ่ง เชื่อว่าจะส่งผลต่อความมุ่งมั่นของพรรคก้าวไกลในการตรวจสอบรัฐบาลที่เข้มข้นขึ้น เพื่อสร้างคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้า
เช่นกันฝ่ายนายกฯ และเพื่อไทย ยิ่งจะต้องเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมให้ได้โดยเร็ว
ยิ่งเศรษฐกิจเฉพาะหน้าช่วงนี้ จึงจำเป็นที่ต้องผุดมาตรการกระตุ้น ในระหว่างที่รอการกระตุ้นครั้งใหญ่จากเงินดิจิทัลช่วงปลายปี
ข้าวตอกแตก