“รุก กลางกระดาน”
เป็นเรื่องอื้อฉาวที่ส่งผลถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลและคสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สำหรับกรณีการทุจริตของหลายหน่วยงานที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างล่าสุดก็มีอย่างน้อยๆ 3 เรื่องที่ถูกเปิดเผย ไล่ตั้งแต่โกงเงินคนจน ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ถูกนักศึกษาฝึกงานเป็นผู้เปิดประเด็น
จนกระทั่งป.ป.ท. เข้าไปตรวจสอบ และก็พบว่ามีการทุจริตอย่างน้อย 49 จังหวัด มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.เชียงใหม่ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ซึ่งพบการใช้จ่ายงบประมาณที่เป็นพิรุธถึง 67 ล้านบาท
หลังพบว่ามีการเบิกจ่ายเงินจัดสรร แต่ชาวเขาที่อยู่ในรายชื่อได้รับเงินสงเคราะห์ กลับไม่มีใครได้รับเงินเลย
หรือกระทั่งกรณีโกงเงินนักเรียนยากไร้ ที่พบว่ามีข้าราชการซี 8 ของกระทรวงศึกษาธิการ ยักยอกกองทุนเสมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ปี 2551-2561 ผ่องถ่ายไปยังบัญชีอื่นๆ เสียหายกว่า 118 ล้านบาท
สิ่งเหล่านี้คือเรื่องใหม่ ซึ่งไม่นับกับความคลางแคลงใจหลายๆ เรื่องที่ส่อว่าการดำเนินการจะไม่ชอบมาพากล
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขุดลอกคลองขององค์การทหารผ่านศึก อุทยานราชภักดิ์ คนใกล้ตัว นายกฯตั้งบริษัทรับงานจากรัฐบาลหรือกองทัพ
หรือกระทั่งการจัดซื้อจัดจ้างที่แพงมหาศาล ตั้งแต่ไมโครโฟนห้องประชุมยันเรือดำน้ำและนาฬิกา
ทุกอย่างก็ไม่มีคำชี้แจงใดๆ
ทั้งที่รัฐบาล และคสช.อ้างภารกิจเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่นเป็นงานหลักที่ต้องยึดอำนาจ
ตั้งหน่วยงานสารพัดสารเพ บางคณะประชาชนยังจำชื่อได้ไม่หมดสิ้น มาสำรวจตรวจสอบ
แต่ทำไมไม่มีผลให้เห็นเป็นรูปธรรม แถมองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ยังคงให้คะแนนสอบตกในการปราบปรามทุจริตในไทย
แถมล่าสุดนายกฯ ยังออกโทรทัศน์ปรามคนที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องทุจริต อาจส่งผลให้ต่างประเทศไม่ไว้วางใจ กระทบต่อการลงทุน!??
ทั้งที่จริงๆ แล้ว การปราบทุจริตคือให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ใช่เข้มงวดกับคนอื่นแต่ผ่อนปรนต่อตัวเอง
ไม่ใช่แค่พูดว่าไม่โกง ทุกอย่าง ก็จบ!??