ผ่านไปเกือบ 1 สัปดาห์ แต่ผลเลือก สว.ชุดใหม่ 200 คน ยังเป็นหัวข้อการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากนักวิชาการ ผู้ร่วมสังเกตการณ์ สื่อมวลชน รวมถึงผู้สมัคร สว.ด้วยกันเองทั้งที่สอบได้และสอบตก
มีผู้รวบรวมจังหวัดที่มี สว.มากที่สุด พบว่า จ.บุรีรัมย์ มีมากสุด 14 คน รองลงมา กรุงเทพฯ 9 คน สุรินทร์ อยุธยา จังหวัดละ 7 คน สงขลา สตูล และอ่างทอง จังหวัดละ 6 คน นครศรีธรรมราช เลย ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุทัยธานี จังหวัดละ 5 คน
สรุป 12 จังหวัด มี สว.รวมกันถึง 80 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของทั้งหมด
ในทางกลับกันมีถึง 13 จังหวัด ไม่มี สว.แม้แต่คนเดียว ได้แก่ กาฬสินธุ์, กำแพงเพชร, ตาก, นราธิวาส, เพชรบูรณ์, มหาสารคาม, แม่ฮ่องสอน, ร้อยเอ็ด, ลพบุรี, สกลนคร, สระแก้ว, อุตรดิตถ์ และอุดรธานี
หลายคนผิดหวัง หลังจากเห็นรายชื่อ แลคล้อยตามกับข้อสังเกตที่ว่า สว.ใหม่ส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดพรรคการเมืองบางพรรค
จนถูกตีตราให้เป็น “สว.สายสีน้ำเงิน”
รวมถึงการที่ผู้ได้รับเลือกบางคน มีประวัติอาชีพสุจริตก็จริง แต่ก็ไม่เคยมีผลงานทำประโยชน์ให้สาธารณะ ซึ่งผู้ตั้งข้อสังเกตนี้ ไม่มีเจตนาหมิ่นแคลนอาชีพเดิมของผู้ได้รับเลือก
เพียงแต่เห็นว่าการเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา โดยเฉพาะ สว.ที่ต้องเข้าไปกลั่นกรองกฎหมาย ผู้ได้รับการคัดเลือกน่าจะเป็นผู้มีประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมมาบ้าง
แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ก็คงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ จะให้เป็น “โมฆะ” คงไม่มีใครยอม อย่างมากถ้าพิสูจน์ความผิดได้ก็ต้อง “สอย” เป็นคนคนไป
จึงได้แต่หวังว่า ผู้ได้รับเลือกเป็น สว.ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะ “ล็อกโหวต” “ฮั้ว” หรือ “จัดตั้ง” เมื่อได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาแล้ว จะต้องหาโอกาสพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเป็นอย่างที่คนเขา “ตีตรา” ไว้หรือไม่
ซึ่งการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่บัญญัติไว้ว่า
สส. และ สว.ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์
เป็นวิธีหนึ่งที่จะพิสูจน์ตัวเองได้ดีที่สุด
มันฯ มือเสือ