เปิดศึกปะทะต่อเนื่องในวุฒิสภา ระหว่าง สว.สายสีน้ำเงิน ที่กุมสภาพภายใน “สภาสูง” ไว้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ โดยประเมินจากผลโหวตเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ที่ผ่านมา
ครั้งนั้นเป็นการวัดพลังยกแรก กับ สว.อีกราว 20 เปอร์เซ็นต์ที่แบ่งเป็น สว.พันธุ์ใหม่ กับ สว.สีขาว ที่เป็นฝ่ายแพ้ราบคาบ
สถานการณ์แบบเดียวกันซ้ำรอยถึงการประชุมวุฒิสภา 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ในวาระตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตามที่คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เสนอมาตั้งแต่สมัย สว.ชุดเก่า
สว.พันธุ์ใหม่ ต้องการให้ส่งคืนรายชื่อดังกล่าว เพื่อไม่ให้ภาพการทำงานของสว.ปัจจุบัน เป็นการรับมรดกจาก สว.ชุดเก่า อีกทั้งเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
แต่ไม่สำเร็จ สว.ที่แสดงความเห็นคัดค้าน อ้างเหตุผล หากส่งคืนไปเริ่มใหม่ อาจไม่ทันต่อการแต่งตั้งตำแหน่งในเดือนต.ค.
สุดท้ายที่ประชุมเห็นควรพิจารณาเสนอชื่อกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบประวัติ จำนวน 15 คน
โดย สว.สายสีน้ำเงิน เสนอรายชื่อ 15 คนในกลุ่มตัวเองทั้งหมด สว.พันธุ์ใหม่เสนอ 10 คน และ สว.สายอิสระ เสนออีกจำนวนหนึ่ง รวมมีรายชื่อเสนอเข้าแข่งขันทั้งสิ้น 34 คน ทำให้ต้องมีการลงคะแนนคัดเลือก
ผลปรากฏ สว.ที่กลุ่มสายสีน้ำเงิน เสนอชื่อ ผ่านคัดเลือกเข้ามาถึง 14 คน
อีก 1 คนที่ไม่ได้ ข่าวแจ้งว่าเกิดจากความสับสนรายชื่อใน “โผ” ที่ส่งต่อกันในไลน์
เนื่องจากชื่อ “สุนทร” จากสายสีน้ำเงิน ดันซ้ำกับ “สุนทร” ที่เสนอโดย สว.เสียงข้างน้อย ที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นคนที่ 15 ได้ 109 คะแนน ขณะที่ สุนทร สายสีน้ำเงินได้ 36 คะแนน ตกรอบไปแบบงงๆ
สว.พันธุ์ใหม่กล่าวถึงผลคัดเลือกกรรมาธิการชุดนี้ว่า คือภาพสะท้อนการเป็น “เผด็จการสภาสูง” ไม่ต่างอะไรกับ สว.ชุดเก่า จากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร
ผลการเลือกกรรมาธิการกลั่นกรองตรวจสอบประวัติอัยการสูงสุด ไม่เพียงเป็น “เงา” ของการเลือกคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในลำดับต่อไป
แต่ยังมีผลคาดเดาได้ถึงอำนาจของวุฒิสภาในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าทำหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการในองค์กรอิสระอื่นๆ ต่อจากนี้ไปจนสิ้นสุดวาระ 5 ปีข้างหน้า อีกด้วย
มันฯ มือเสือ