ต่อปรากฏการณ์พรรค “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จับมือกันตั้งรัฐบาล
อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรียุค “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ช่วงเหตุการณ์ล้อมปราบการชุมนุมของประชาชนและคนเสื้อแดงปี 53 แสดงความเห็น ว่า
มติเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์คือ “กุญแจดอกสุดท้าย” เปิดอนาคตใหม่ให้กับประเทศ เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เป็นการยุติการต่อสู้ทางการเมืองที่ ร้ายแรงที่สุด รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่กินเวลายาวนานถึง 20 ปี
เป็น 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้ง ต่อสู้กันทั้งในและนอกสภาฯ แบ่งแยกประชาชนเป็นฝักฝ่ายโดยเฉพาะ“กลุ่มเสื้อเหลือง” และ “กลุ่มเสื้อแดง”
นำไปสู่การสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐระหว่างเดือนต.ค. 2551-พ.ค.2553 ล้มตายกว่า 100 คน บาดเจ็บเกือบ 3 พันคน
มีการรัฐประหารสูญเสียประชาธิปไตย 2 ครั้งในปี 2549 และปี 2557
นับเป็นบาดแผลความขัดแย้งที่กว้าง และลึก ที่แม้แต่รัฐบาลในอดีตตั้งแต่รัฐบาลอภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์-พล.อ.ประยุทธ์ พยายามสร้างความสมานฉันท์ปรองดองก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ไม่มีใครตอบได้ว่าความขัดแย้งแตกแยกจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
กระทั่งเมื่อมีการร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (พล.อ.ประยุทธ์) และพรรคพลังประชารัฐ (พล.อ.ประวิตร) หลังการเลือกตั้งปี 2566
ถือเป็น “กุญแจดอกแรก” ที่เปิดประตูการร่วมมือ “ข้ามขั้ว” ระหว่าง 2 ฝ่ายเพื่อยุติความขัดแย้ง
ก่อน “กุญแจดอกสุดท้าย” จะเกิดขึ้น เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเข้าร่วม “รัฐบาลผสมข้ามขั้ว” เป็นการสิ้นสุดอดีตที่ขมขื่นและเริ่มต้นวันใหม่ของประเทศ
ได้แต่หวังว่า ทุกฝ่ายจะเรียนรู้ความผิดพลาดทางการเมืองในอดีต อย่าให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยเดิม
ด้วยหลักการสำคัญที่สุดคือ การยึดมั่นระบบรัฐสภาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดถือหลักนิติธรรมความซื่อสัตย์สุจริต
ความเห็นของนายอลงกรณ์ เป็นหนึ่ง ในจำนวนหลากหลายความเห็น จุดยืน อุดมการณ์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้ง “เห็นด้วย” และ “เห็นต่าง” ที่กระหน่ำหนักอยู่ตอนนี้
ถึงกระนั้นก็ยังมีมุมความเห็นที่เป็นกลางๆ ว่า ในเมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้แล้ว ก็อยากให้รัฐบาลใหม่ร่วมกันให้เป็นเอกภาพมากที่สุด
เข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาประเทศในช่วงที่มีวิกฤตการณ์โดยเร็วประชาชนรออยู่
มันฯ มือเสือ