ไม่รู้เป็นเรื่องบังเอิญ หรือตั้งใจ หลังจากภูมิใจไทย พรรคเบอร์ 2 ของรัฐบาล แสดงอาการไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราประเด็นจริยธรรม รุกไล่พรรคเพื่อไทยแกนนำรัฐบาลให้ต้องยอมถอย เก็บร่างแก้ไขใส่ลิ้นชักไว้ก่อน
ถัดจากนั้นไม่กี่วันในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ปรากฏว่า สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.เสียงข้างมาก 167 ต่อ 19 เสียง งดออกเสียง 7
เห็นชอบกับกมธ.เสียงข้างมาก ในการแก้ไขเพิ่มเติมเกณฑ์การผ่านประชามติ ที่ให้ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น กล่าวคือ ชั้นแรก ต้องมีผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ชั้นสอง ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง
ถือเป็นการลงมติ “แทงสวน” ร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฉบับของ สส. ที่เสนอให้วุฒิสภาพิจารณา โดยให้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากชั้นเดียว คือเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง
เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ขั้นตอนต่อไปเรื่องก็ต้องกลับไปที่สภาล่าง ซึ่งเชื่อว่า สส.จะยืนยันตามร่างเดิมที่ได้เคยลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ 409 เสียงเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา
สิ่งที่ตามมาจากนั้นคือ การตั้งกมธ.ร่วม 2 สภาฝ่ายละ 10 คน หากตกลงกันไม่ได้ ไม่มีข้อสรุป และเมื่อส่งไปยังแต่ละสภาพิจารณา หากสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบ ร่างนั้นต้องถูกแขวนไว้ 180 วัน จากนั้นสภาผู้แทนฯ ถึงจะนำกลับมาลงมติยืนยันได้โดยไม่ผ่านวุฒิสภา
แน่นอนว่าตามเกมยื้อยุดดังกล่าว ไม่ว่าจะจบอย่างไร สิ่งที่จะกระทบคือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งแต่เดิมคาดว่าจะได้ใช้ในการเลือกตั้งปี 2570 ยังไงก็ไม่มีทางเสร็จทันในรัฐสภาชุดนี้แน่ เพราะเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึง 3 ปี
และเมื่อถึงตอนนั้น แรงกดดันทวงถามจากประชาชนในสังคมที่เบื่อหน่ายรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.เต็มทน ก็จะไปตกอยู่กับพรรคแกนนำรัฐบาล ที่เคยชูประเด็นรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชนไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งปี 66
ส่วนพรรคร่วมที่คอยกดปุ่มอยู่เบื้องหลัง สว.สีน้ำเงิน ไม่ต้องไปพูดถึง เพราะพรรคนี้ไม่เคยมีความคิดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอยู่ในหัวมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะตอนหาเสียง หรือตอนร่วมรัฐบาลเพื่อไทย
มันฯ มือเสือ