อุณหภูมิร้อนขึ้นเป็นลำดับ สำหรับ “คดีตากใบ” ที่ใกล้จะหมดอายุความ 20 ปี วันที่ 25 ต.ค.นี้ ซึ่งก็เหลือเวลาไม่ถึง 20 วัน
ปลายสัปดาห์ก่อน ศาลจังหวัดนราธิวาสออกหมายจับพล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เหตุไม่มาตามกำหนดนัดศาลตามหมายเรียก
ขณะที่เจ้าตัวยื่นหนังสือลาประชุมสภา ให้เหตุผลว่าป่วยต้องไปรักษาตัวต่างประเทศระหว่าง 26 ส.ค.ถึง 30 ต.ค. ซึ่งรองประธานสภาได้เซ็นอนุมัติหนังสือลา
ในทางคดีแน่นอนว่าตำรวจมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่ในทางการเมืองแรงกดดันจะไปตกกระหน่ำอยู่กับพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล และมีหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี
หากรัฐบาลจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดี หรือปล่อยให้คดีหมดอายุความโดยไม่มีใครต้องมาขึ้นศาล ก็เกรงจะเป็นเงื่อนไขทำให้สถานการณ์ไฟใต้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง และลุกลามย้อนกลับมาที่รัฐบาลเอง
สัญญาณเตือนชัด จากเหตุคาร์บอมบ์หน้าบ้านพักนายอำเภอตากใบ คืนวันที่ 29 ก.ย. หลายคนเชื่อว่า นี่คือปฏิกิริยาของกลุ่มผู้เห็นต่างที่สะท้อนชัดเจนถึงความไม่พอใจต่อกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลมีอำนาจเต็ม
แต่กลับไม่สามารถใช้วิธีทางการเมืองเข้ามาแก้ปัญหาและดำเนินความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้
เหตุการณ์จุดเริ่มต้นคดีตากใบเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ตอนนั้น “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร อายุเพียง 18 ปี ปัจจุบันชาวตากใบและ 3 จังหวัดใต้ก็ยังทวงถามความยุติธรรมในคดีมาตลอด แต่ความหวังก็ริบหรี่
เรื่องมาถึงจุดนี้ สิ่งที่สังคมคาดหวังจากรัฐบาลในคดีตากใบไม่ใช่การผลักภาระรับผิดชอบไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายเดียว
แต่เป็นการแสดงออกทางการเมืองถึงความรับผิดชอบและกระตือรือร้น ให้เห็นว่าพร้อมทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ในการประสานติดตามตัวผู้ถูกออกหมายจับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล
การบอกว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลไม่เกี่ยวกับพรรคเป็นเรื่องที่พูดได้แต่ฟังยาก เพราะถึงอย่างไรผู้ถูกออกหมายจับก็มีสถานะเป็นสส.บัญชีรายชื่อของพรรค
ยกเว้นพรรคมีมติขับออก หรือใช้วิธีการอื่นใดทำให้ผู้ถูกออกหมายจับพ้นจากสถานะความเป็นสส.ของพรรค
แบบนั้นถึงจะพูดได้ว่าพรรคไม่เกี่ยว และลดแรงกระแทกจากสังคมได้บ้าง
มันฯ มือเสือ