จับตารายงานของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรวันที่ 24 ต.ค.นี้ ต่อเนื่องจากนัดที่แล้วสัปดาห์ก่อน ที่ยังไม่ได้ลงมติรับรองรายงานดังกล่าว

เนื่องจากมี สส.ร่วมรัฐบาลทั้งภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์ อภิปรายคัดค้านแนวทางนิรโทษพ่วงคดีมาตรา 110 และมาตรา 112 ทั้งแบบมีเงื่อนไขและไม่มีเงื่อนไข

ครั้งนี้จึงต้องดูว่าสภาจะเดินหน้าอย่างไร โดยเฉพาะหากเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลยังแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างกันไม่ได้ เหตุการณ์อาจซ้ำรอย นัดที่แล้ว หรือไม่รัฐบาลก็อาจต้องชะลอนำเรื่องเข้าสภาไว้ก่อน

ในสายตานักรัฐศาสตร์มองว่า อุปสรรคสำคัญของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคือ การถูกบิดไปสู่เรื่องการเมือง ดังที่เห็นได้ว่ากระบวนการพิจารณาในสภาส่วนใหญ่เป็นเรื่องมาตรา 112 และมาตรา 110

ซึ่งไม่ใช่หัวใจหลักของรายงานผลศึกษาชิ้นนี้

ความผิดตาม 2 มาตราดังกล่าวแม้เป็นส่วนหนึ่งของ 25 ฐานความผิดแนบท้าย แต่กรรมาธิการไม่ได้ชี้ชัดว่าจะอยู่ในพ.ร.บ. หรือไม่ เนื่องจากเป็นคดีที่มีความอ่อนไหวและเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐ

เพียงแต่แสดงความเห็นบันทึกไว้ในรายงาน 3 แนวทาง คือ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และเห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข

ขณะที่หัวใจหลักของรายงานคือ การสร้างสังคมที่มีความสมานฉันท์ พูดถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมากว่า 20 ปี แนวทางการจำแนกกลุ่มคดี และแนวทางนิรโทษกรรมว่าต้องใช้รูปแบบใด

เนื่องจากกลุ่มคนที่เคยทำผิดในช่วงเวลาขัดแย้งตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เฉพาะผู้ชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น เช่น การทำผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่ผู้ชุมนุม

แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาสัปดาห์ก่อน กลับกลายเป็นการไปพูดถึงมาตรา 112 และ 110 เสียเป็นส่วนใหญ่ จนบดบังหลักการหัวใจสำคัญของรายงานผลการศึกษาแนวทางนิรโทษกรรม

ฉะนั้นการทำให้รายงานผลศึกษา ชิ้นนี้บรรลุผลสร้างความปรองดองเปิดประตูนำพาประเทศออกจากความขัดแย้งที่มีมากว่า 20 ปี

สส.ทุกพรรคควรพิจารณาไตร่ตรองรายงานผลการศึกษานี้อย่างลึกซึ้งถึงเจตจำนง แสดงจุดยืนและหลักคิดอย่างมีเหตุมีผล ไม่ตีตนไปก่อนไข้ บิดเบือนให้เป็นประเด็นการเมือง

ไม่เช่นนั้นแทนที่จะสร้างความปรองดอง กลับจะเป็นการผูกปมขัดแย้งในสังคมขึ้นมาใหม่ไม่จบสิ้น

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน