สถานการณ์ความรุนแรงจังหวัดภาคใต้ยังไม่สงบนิ่ง

เมื่อเช้าตรู่วันที่ 13 ม.ค.2568 เกิดเหตุรถจยย.บอมบ์ใกล้สภ.เมืองปัตตานี เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย โดย 9 รายเป็นตำรวจกับอส. ส่วนอีกรายเป็นชาวมาเลเซีย

เหตุระเบิดดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาณไม่ดีต่อการสร้างความสงบสุข

ทั้งยังแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ลงมือยังมีศักยภาพที่จะก่อเหตุได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้โรงพักกลางเมืองปัตตานี

ในวันเดียวกันนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน

มีอยู่ 2 เรื่อง อย่างแรกคือปรับลดพื้นที่ อ.ยะหา จ.ยะลา ออกจากพื้นที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

อีกเรื่องคือเห็นชอบขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในจ.นราธิวาส ยกเว้น อ.ยี่งอ อ.สุไหงโก-ลก อ.แว้ง อ.สุคิริน

ส่วน จ.ปัตตานี ยกเว้น อ.ยะหริ่ง อ.ปะนาเระ อ.มายอ อ.ไม้แก่น อ.ทุ่งยางแดง อ.กะพ้อ อ.แม่ลาน และ จ.ยะลา ยกเว้น อ.เบตง อ.ยะหา อ.รามัน อ.กาบัง อ.กรงปินัง

จากการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ได้สั่งการในที่ประชุมให้ไปทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาในพื้นที่ เพราะขณะนี้ไฟใต้ปะทุเข้าสู่ปีที่ 21 แล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่มอดดับ

“หากตั้งยุทธศาสตร์ได้ และตกลงกันว่ายังคงเหมือนเดิม การจัดตั้งคณะพูดคุยก็เดินหน้า ผมก็ย้ำว่าให้เสร็จ ไม่อยากให้เราเดินไปตามเกม หรือวิธีการของฝ่ายตรงข้าม

ผมต้องการให้การเจรจาถูกคน ซึ่งหากถูกคนสถานการณ์ก็ต้องคลี่คลาย หากไม่ถูกตัว ก็ต้องกลับมาทบทวน เพราะเราก็มีความตั้งใจที่จะทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินไปข้างหน้าในทิศทางที่ดี” นายภูมิธรรมกล่าว

แต่จากเหตุจยย.บอมบ์ล่าสุด เป็นสัญญาณที่ทั้งฝ่ายปฏิบัติและระดับนโยบาย จะต้องเร่งปรับปรุงการแก้ปัญหาโดยเร็ว

ทั้งทบทวนยุทธศาสตร์ และการพูดคุยเจรจาที่ต้องถูกคนและตรงเป้า

ข้าวตอกแตก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน