ผ่านไปแล้วเลือกตั้งนายกอบจ. และสมาชิกอบจ.ทั่วประเทศ เมื่อ 1 ก.พ.2568
ผู้สมัครจากพรรคไหนเข้าเป้ามากที่สุด พรรคไหนได้ต่ำกว่าเป้า
หรือบรรดาผู้สมัครอิสระ ตลอดจนกลุ่มบ้านใหญ่ กลุ่มเครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่นที่ยังคงรักษาความนิยมไว้ได้ ทราบกันโดยทั่วแล้ว
ตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งระบบออฟไลน์ ออนไลน์
แต่ที่น่าสนใจ ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้งอบจ.ครั้งนี้อยู่ไม่น้อย คือการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้บริหารและจัดการการเลือกตั้ง
กกต.แถลงสรุปภาพรวมการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมียอดสถิติตัวเลขต่างๆ ที่เกิดคำถามไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา
คือจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจาก 27,991,587 คน มาใช้สิทธิ์ 16,362,185 คน คิดเป็น 58.45 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากการเลือกตั้งอบจ.ปี 2563 จำนวน 4 เปอร์เซ็นต์
ต่ำกว่าเป้าหมายที่กกต.ประกาศก่อนเลือกตั้งว่าไม่ต่ำกว่า 65 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่จำนวนบัตรดี 14,272,694 ใบ คิดเป็น 87.23 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบัตรเสีย 931,290 ใบ คิดเป็น 5.69 เปอร์เซ็นต์ เกือบจะเท่ากับปี 2563 ที่บัตรเสียอยู่ที่ 5.63 เปอร์เซ็นต์
จากสถิติดังกล่าว มีเสียงสะท้อนและข้อแนะนำน่าสนใจจากคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา
โดยตั้งคำถามถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่าเป้าหมาย และน้อยกว่าการเลือกตั้งอบจ.ปี 2563 หรือบางจังหวัดมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ
เชื่อว่าการที่กกต.กำหนดวันเลือกตั้งตรงกับวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์น้อยลง
ส่วนกรณีบัตรเสีย 931,290 ใบ ซึ่งถือว่าเยอะ สะท้อนให้เห็นถึงการทุจริตในการนับคะแนนหรือไม่
อนุกมธ.จึงมีข้อเสนอ เช่น กกต.ต้องกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันอาทิตย์ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งแบบออนไลน์ หรือแบบไปรษณีย์
รวมถึงกรณีที่มีบัตรเสียมากกว่าช่องห่างระหว่างผู้สมัครที่ได้อันดับ 1 กับ 2 ควรเปิดหีบนับคะแนนใหม่ เพราะมีผลต่อการแพ้ชนะ
จากข้อทักท้วงต่างๆ ทั้งก่อนหน้าเลือกตั้งอบจ. ที่กกต.มักจะเพิกเฉย และหลังเลือกตั้งที่สถิติตัวเลขฟ้องถึงการปฏิบัติหน้าที่
หวังว่ากกต.จะสรุปบทเรียนเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปในระดับเทศบาล
ข้าวตอกแตก