มาจนถึงขณะนี้แล้ว เป็นที่แน่นอนว่าบรรดาผู้ถูกกล่าวหา “คดีฮั้วเลือกสว.” คงต้องต่อสู้ดิ้นรนแก้ต่างคดีอย่างสุดฤทธิ์ สุดเดช

ไม่ว่าจะทั้งคนที่เป็นสว. และ “คนนอก” ที่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงพาดพิง

ในส่วนที่เป็นสว. ขณะนี้มีจำนวนเกินครึ่งวุฒิสภาไปแล้วที่ถูกกล่าวหา

เพราะตราบใดที่ยังไม่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็เชื่อว่าคงต้องใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งสว.อย่างเต็มที่ ตามที่รัฐธรรมนูญ 60 ให้อำนาจไว้

เนื่องจากหากถูกศาลตัดสินผิดจริง นอกจากถูกตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว ยังมีโทษทางอาญาถึงขั้นจำคุกด้วย

กลุ่มสว.เหล่านี้จึงเคลื่อนไหวอย่างหนัก เช่น ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ยื่นผ่านไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินให้สอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคดีพิเศษ

โดยกล่าวหาในทำนองใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ แทรกแซงการทำงานของกกต.

ล่าสุดผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องไว้ตรวจสอบแล้ว

หรือกรณีที่โจษขานไปทั่วสังคม ไม่ชะลอการประชุมพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ

จนในที่สุดก็ลงมติเห็นชอบบุคคล 1 ใน 3 ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นกรรมการป.ป.ช.

รวมถึงการประชุมตั้งคณะกรรมาธิการ 3 คณะ เพื่อตรวจสอบประวัติ และจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกกต. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุด

ซึ่งในภายภาคหน้า บุคคลที่สว.เหล่านี้เห็นชอบก็จะต้องเข้ามามีส่วนชี้เป็นชี้ตายทางคดีที่เชื่อมโยงกับการได้มาซึ่งสว.

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในทางกลับกันจะยิ่งทำให้สังคมเรียกร้องอย่างหนักหน่วงไปยังกกต.และดีเอสไอ ต้องทำคดีให้ละเอียดรอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้น

นอกจากสว.ในข่ายต้องสงสัยแล้ว ต้องนำผู้อยู่เบื้องหลัง และตัวการสำคัญ เข้าสู่กระบวนการชั้นศาลให้ได้

ประเภทมวยล้มต้มคนดู ต้องไม่มีโดยเด็ดขาด

เพราะสังคมจับตามองใกล้ชิด และคาดหวังอย่างสูงกับคดีฮั้วเลือกสว. ต้องเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการให้ได้

ข้าวตอกแตก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน