แม้ตลาดแรงงานไทยในปี 2568 จะส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
ปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ คือ อัตราการว่างงานในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ โดยในไตรมาส 4 ปี 2567 ผู้ว่างงานส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-24 ปี ซึ่งเพิ่งจบการศึกษาและขาดประสบการณ์ทำงาน
ในเดือนตุลาคม 2567 พบว่า 41.3% ของผู้ว่างงานมีวุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยหรือสูงกว่า และกว่าครึ่งไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน
ข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้ จึงสะท้อนว่าสถาบันการศึกษาผลิตบัณฑิตได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการออกมาเปิดเผยวิกฤตมหาวิทยาลัย ซึ่งปีนี้หนักหน่วง เนื่องจากประชากรในวัยเรียนลดลง ส่วนใหญ่มุ่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยใหญ่ เด่น ดัง
ขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเล็กๆ ไม่มีนักศึกษามาเรียนตามเป้าหมาย บางแห่งน้อยจนน่าตกใจ
นายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยกรณีปัญหาจำนวนนักศึกษาลดลงสวนทางกับที่นั่งในมหาวิทยาลัยที่มีมากขึ้น
ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องปรับตัว จัดการเรียนการสอนเฉพาะทางมากขึ้น ไม่ใช่เปิดรับทุกคณะ/สาขาเช่นที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้องแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย
อาทิ กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก, กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยี และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม, กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น เป็นต้น
นายศุภชัยกล่าวต่อว่าสิ่งที่อว. พยายามผลักดัน คือ ปรับโครงสร้าง ให้มหาวิทยาลัยเป็น Lifelong Learning ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับทุกคน ทุกช่วงวัย ไม่ใช่การเรียนในระดับปริญญาตรี โท เอก อย่างเดียวอีกต่อไป
เปิดโอกาสให้คนที่ทำงานแล้ว สามารถใช้พื้นที่ในการอัพสกิล รีสกิล พัฒนาทักษะให้ทันกับโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่มหาวิทยาลัยต้องไปโฟกัสมากขึ้น ไม่ใช่ไปแย่งกันรับนักศึกษา
ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้ จึงต้องทำกันในระดับนโยบาย วางแผนงาน เพื่อให้ปฏิบัติได้ตรงกัน ที่สำคัญการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่จะต้องตอบสนองการจ้างงานเป็นสำคัญ!!
เภรี กุลาธรรม