ในที่สุดตำรวจไล่ตรวจสอบจนรู้ที่มาที่ไปเงิน 12 ล้านบาทแล้ว พบอะไรหลายอย่างน่าสนใจ
อย่างแรกคนที่นำไปวางไว้จุดทิ้งขยะคอนโดฯ ย่านเมืองทองธานี ไม่ใช่ทนายเจ้าของเงิน
แต่เป็นผู้หญิงรายหนึ่งที่มาพักในห้องเป็นครั้งคราว แล้วระหว่างนั้นมีฝนตก น้ำรั่วเข้าห้องจนข้าวของเปียกน้ำ จึงต้องนำออกมาทิ้ง
ในจำนวนนั้นมีกล่องบรรจุเงิน 12 ล้านรวมอยู่ด้วย โดยที่หญิงรายนั้นไม่รู้มีเงินอยู่ข้างใน
ซึ่งกรณีนี้คงต้องไปทำความเข้าใจกันเอง ระหว่างทนายเจ้าของเงินกับผู้หญิงที่มาพักในห้อง
ส่วนที่มาของเงินอีกประเด็นน่าสนใจยิ่งกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับสังคมวงกว้าง และผลประโยชน์จำนวนมาก
โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบต้นทางเงิน เชื่อมโยงบริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ระดับประเทศ เกี่ยวข้องกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา
ถูกโอนเข้ามายังบริษัท 4 แห่งของทนาย
ยิ่งเมื่อตรวจสอบลึกลงไป ยังพบอีกว่าทั้ง 4 บริษัทมีลักษณะเปิดเฉพาะกิจเชื่อมโยงกับกลุ่มจัดหาจัดตั้งฝ่ายสนับสนุนโครงการนิคมฯ จะนะ
ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2563 ขณะนั้นอยู่ในช่วงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ซึ่งฝ่ายชาวบ้านกลุ่มคัดค้านโครงการมองว่าไม่มีความชอบธรรม
เนื่องจากกลุ่มคัดค้านถูกกีดกัน ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม และกลุ่มนักการเมืองที่มีอิทธิพลในพื้นที่
ตลอดจนกลุ่มนายทุนอุตสาหกรรม ที่จัดตั้งชาวบ้านอีกกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนโครงการ พร้อมกับต่อต้านกลุ่มคัดค้าน
สำหรับการเดินหน้าโครงการนิคมอุตฯ จะนะ มีต้นตอมาจากการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารคสช.2557
โดยมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การบริหารงานในรูปแบบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
ปรากฏว่าสร้างความขัดแย้งในพื้นที่อย่างรุนแรง เพราะชาวบ้านในพื้นที่หวั่นเกรงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตการทำมาหากิน
จึงเกิดกระแสคัดค้านอย่างกว้างขวางจากชาวบ้าน และเครือข่ายภาคประชาสังคม
ต่อมารัฐบาลสืบทอดอำนาจเมื่อปี 2564 ตัดสินใจชะลอโครงการไว้ก่อน
ดังนั้น เมื่อปรากฏความเชื่อมโยงกับเส้นเงิน 12 ล้าน จึงยิ่งเกิดคำถามต่อความชอบธรรม และความไม่ถูกต้องของโครงการนี้มากยิ่งขึ้น
ข้าวตอกแตก