สถานการณ์การเมืองไทย สัปดาห์นี้จับตาไปที่ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี กรณีประธานวุฒิสภาทำหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่า
ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร “สิ้นสุดลงเฉพาะตัว” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน พร้อมขอศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง
ให้ผู้ถูกร้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่ศาลจะพิจารณากรณีคลิปเสียงดังกล่าวในวันที่ 1 ก.ค. แต่ต้องให้คณะตุลาการตรวจเอกสารครบถ้วนก่อนและเข้าองค์คณะ
หากมีการพิจารณาก็จะออกได้ 2 แนวทาง คือ “รับ” หรือ “ไม่รับ” คำร้อง
อย่างไรก็ตาม ถ้าศาลรับคำร้องคดีไว้พิจารณา “ไม่จำเป็น” ที่ผู้ถูกร้องจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เสมอไป
องค์คณะจะดูข้อเท็จจริงว่าการหยุดปฏิบัติหน้าที่จะทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีศาลรับคดี แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์คดีการยื่นถอดถอนนายกฯ แพทองธาร จากปมคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน ว่า
มีแนวโน้มที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา โดยระยะเวลาพิจารณาน่าจะอยู่ระหว่าง 3-6 เดือน
แต่หากจะชี้ให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ต้องหาหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่ามีการกระทำเช่นที่พูด
คำพูดที่ไม่เหมาะสมไม่ใช่การกระทำที่ไม่สุจริต คำพูดไม่ใช่การกระทำที่ละเมิดจริยธรรมร้ายแรง ต้องพูดแล้วทำด้วย
ถ้าเกิดผู้ร้องหรือว่าศาลพบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า นอกเหนือจากที่พูดแล้ว นายกฯ ยังกระทำการอื่นใดที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีปัญหาทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม
ก็สามารถนำมาใช้เสมือนได้ว่ามีการกระทำแล้ว แต่ถ้าลำพังเพียงแค่คลิปเสียง ยังไม่มี
“อย่าให้ไปถึงขนาดนั้น ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญได้สร้างมาตรฐานในการวินิจฉัยไปไกลมากแล้ว ถ้าถึงขั้นขนาดที่วินิจฉัยว่า แค่คำพูดที่ไม่เหมาะสมกลายเป็นเรื่องที่ไม่สุจริต เป็นเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง”
“จะไปไกลสุดกู่ กู่ไม่กลับแล้ว”
มันฯ มือเสือ