คดีฮั้วเลือก สว.ส่อแววลากยาว
แม้คณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26 ทำสำนวนเสร็จและส่งไปยังสำนักงาน กกต. แต่ก็ถือเป็นขั้นตอนแรกจาก 4 ขั้นตอน
เพราะเมื่อส่งเรื่องไปยังสำนักงาน กกต. เพื่อพิจารณาวิเคราะห์ศึกษาความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน และให้เลขาธิการ กกต.แสดงความเห็น
เมื่อเลขาฯ กกต.มีความเห็นก็จะเสนอไปยังให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาและข้อโต้แย้ง ศึกษาวิเคราะห์ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมใหญ่ กกต.
หากยึดตามที่นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. บอกไว้ ขั้นตอนเลขาฯ กกต.จะใช้เวลา 60 วัน คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาและข้อโต้แย้ง อีกไม่เกิน 90 วัน จากนั้นเมื่อเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ก็มีเวลาไม่เกิน 90 วัน
สรุปต้องใช้เวลา 8 เดือน จากขั้นตอนที่ 2-4 ซึ่งจะตกอยู่ในราวมี.ค.ปีหน้า
ฟังดูเหมือนนาน แต่ถ้าเทียบกรณี พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “สว.หมอเกศ” ถูกร้องเมื่อ 21 ก.พ.2568 กรณีใช้ตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ลงสมัคร สว. เข้าข่ายหลอกลวงคุณสมบัติ
กกต.ใช้เวลาตรวจสอบ 5 เดือน ก่อนมีมติเป็นทางการเมื่อ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้ดำเนินคดีอาญากับ สว.หมอเกศ
ฉะนั้น 8 เดือนกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีฮั้วเลือก สว. ที่แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน นักการเมืองและเครือข่ายพรรค การเมือง 91 คน
ถือว่าอยู่ในกรอบเวลา “พอรับได้”
เนื่องจากโดยพื้นฐานรูปคดีฮั้วเลือก สว. มีลักษณะของคดีทุจริตเชิงโครงสร้าง ระบบการเลือกที่ซับซ้อน มีคนเกี่ยวข้องจำนวนมาก
จึงต้องใช้เวลาชี้ขาดตามขั้นตอนนานกว่าคดีคุณสมบัติหมอเกศแน่นอน
อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกต ประธาน กกต.บอกต้องใช้เวลา 8 เดือนสำหรับคดีฮั้วเลือก สว.ในส่วนของ กกต. น่าจะเป็นการพูดตามกรอบเวลาที่กฎหมายให้อำนาจ
เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบ หลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาเลือกปฏิบัติ หรือกลั่นแกล้งทางการเมือง
แต่หากพยานหลักฐานที่คณะกรรมการชุดที่ 26 ทำสำนวนและส่งเข้าสู่กระบวนการของ กกต. มีความแน่นหนา สามารถชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบความผิดได้ชัดเจน
จำนวน 3-4 ขั้นตอนของ กกต. อาจถูกตัดทอนเวลาให้สั้นลง ไม่ถึง 8 เดือน ก่อนส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยตัดสินในขั้นตอนสุดท้าย
ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคดี “อั้งยี่-ฟอกเงิน” ที่ดีเอสไอดำเนินการอยู่
มันฯ มือเสือ