จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “พักงาน” นายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หลังรับคำร้อง 36 สว. กรณี “คลิปเสียง” พูดคุยส่วนตัวกับ ฮุนเซน กล่าวหาขัดมาตรฐานจริยธรรมของรัฐมนตรี
นักวิชาการด้านความมั่นคงมองว่าสถานการณ์นี้ทำให้เกิด “ช่องว่างอำนาจ” ในการบริหารประเทศโดยตรง ในช่วงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชากำลังเดือดระอุ
เกิดการปะทะทางอาวุธและกำลังทหารหนักที่สุดในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์ “เขาพระวิหาร” ปี 54
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับสิบราย พลเรือนกว่า 1.6 แสนคนใน 7 จังหวัดต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน
แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วทุกสงคราม ย่อมจบลงบนโต๊ะเจรจา
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่นายกฯ “ตัวจริง” ของไทย ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างการสู้รบที่มี “อธิปไตยของชาติ” เป็นเดิมพัน
แม้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงและรมว.มหาดไทย จะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ได้ดี
แต่ “ช่องว่างอำนาจ” นี้ ได้ส่งผลให้กัมพูชามีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ด้านความมั่นคงและด้านการทูต
เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่สามารถประชุมคณะรัฐมนตรีแบบเต็มชุด หรืออนุมัติแผนด้านทหาร และด้านการต่างประเทศได้ทันท่วงที ขณะที่กัมพูชาไม่มีช่องว่างตรงนี้
นอกจากนี้ยังทำให้กัมพูชาฉวยโอกาสเสนอภาพในเวทีนานาชาติว่าไทย “เป็นรัฐ ล้มเหลวชั่วคราว” ไร้เสถียรภาพทางการเมือง ยกเป็นอ้างขอให้ประชาคมโลก เช่น อาเซียน ยูเอ็น เข้ามาแทรกแซงไกล่เกลี่ย
รวมถึงการใช้กลยุทธ์ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” สร้างภาพว่ากัมพูชากำลังปกป้องดินแดนจากรัฐบาลไทยที่อ่อนแอ และ “แตกแยกกันเอง”
ในภาวะที่นายกฯ ไทยไม่สามารถเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศโดยตรงในกรณีหารือเร่งด่วน ไม่ว่าจะเวทีอาเซียน หรือยูเอ็น ทำให้ต้องส่งตัวแทนระดับรองเข้าร่วมทำให้กัมพูชาสามารถ “คุมเกม” การเจรจาได้มากกว่า และเสนอแผนสันติภาพหรือข้อแลกเปลี่ยนชายแดนที่ เข้าทางของตนเอง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ “ช่องว่างอำนาจ” นี้ หากนักการเมืองและพรรคการเมืองทุกฝ่าย มีจุดยืนแนวคิดในการยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก พักรบ “การเมืองภายใน” ชั่วคราว
หลีกเลี่ยงการใช้สถานการณ์ความ ขัดแย้งระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว หรือพรรคของตนเอง
จะเป็นส่วนสำคัญทำให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตด้านความมั่นคงนี้ไปได้
มันฯ มือเสือ