เอกสารข่าวดีเอสไอเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุถึงการประชุมพิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครอง และการออกเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์
อันอาจเป็นที่ดินของรัฐ และเกี่ยวข้องกับกลุ่มคณะบุคคลหลายฝ่าย
“พบมีผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่ ของการรถไฟฯ เป็นนิติบุคคลเพียง รายเดียวที่ครอบครองที่ดินเนื้อที่มากกว่า 400 ไร่เศษ หากพบว่าผู้ครอบครองรายใดมีการกระทำผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับออกเอกสารสิทธิในที่ดิน อาจเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน ในความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือ สิ่งแวดล้อม” เอกสารระบุตอนหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายฟอกเงินให้ความเห็นกรณีนี้ว่า หากเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เช่น ออกทับซ้อนที่ดินการรถไฟฯ ซึ่งถือเป็นที่ดินภายใต้การสงวนหวงห้าม
ตามที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาชี้ชัดให้ต้องเพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณ เขากระโดง เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของ การรถไฟฯ
รวมถึงยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่รองรับว่า ที่ดินบริเวณนี้เป็นของรัฐ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ เช่นกัน
ฉะนั้น ขบวนการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ จึงอาจเข้าข่ายความผิดฐาน “ฟอกเงิน” หากมีการนำที่ดินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ หรือโอนกรรมสิทธิ์เพื่อปกปิด หรือฟอกเงินที่มาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากที่ดินเป็นทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดมูลฐาน ในลักษณะการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบตามกฎหมายที่ดิน
กล่าวคือ การออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบซึ่งเป็นที่ดินในเขตที่สงวนรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ หากมีการนำที่ดินนั้นไปใช้ หรือโอน เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์สินอย่างผิดกฎหมาย
ก็สามารถจัดเป็นความผิดมูล ฐานฟอกเงินตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ เพราะเป็นการกระทำเพื่อทำให้สินทรัพย์ที่ได้มาจากความผิดพื้นฐานเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูเสมือนว่ามีที่มาที่ไปชอบด้วยกฎหมาย
สรุปคือ หากในกรณีเขากระโดงมีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ และนำที่ดินไปใช้ หรือโอนกรรมสิทธิ์เพื่อการค้า หรือจำหน่าย จนได้รับผลตอบแทนทางการเงิน
อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความผิดมูลฐาน“ฟอกเงิน”ในความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมได้
มันฯ มือเสือ