ช่วงที่ผ่านมา มีข่าวในวงการคณะสงฆ์ในทางเสียหาย ทั้งการกระทำความผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง
มีพระสังฆาธิการตั้งแต่พระครู พระมหา จนถึงพระราชาคณะชั้นต่างๆ ต้องอาบัติปาราชิก มีหลักฐานชัดเจน โดยเฉพาะการเสพเมถุนและการยักยอกเงินวัดไปให้มาตุคาม
ทั้งมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความคิดร่วมจัดระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะการเงินและทรัพย์สินของวัด
มหาเถรสมาคมมีมติให้วัดทุกวัดต้องจัดตั้งคณะกรรมการบริหารทรัพย์สินของวัด เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองและให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าอาวาสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ตำรวจก็เปิดศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และส่งเสริมพระธรรมวินัยขึ้น และดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนพระภิกษุสามเณรที่ทำความผิดต่างๆ ทั้งพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง
ทำให้วัดและคณะสงฆ์เกิดความโกลาหล เนื่องจากไม่พร้อม ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รุกคืบให้วัดจัดส่งบัญชีรายชื่อพระ บุคลากรภายในวัด รวมถึงการจัดตั้งตู้บริจาคและทรัพย์สินให้สถานีตำรวจในท้องที่นั้นๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระคติธรรม เพื่อเป็นหลักการสำหรับพุทธบริษัททุกหมู่เหล่าในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า
“ขอจงใช้มุ่งสนองงานคณะสงฆ์ด้วยไมตรีจิต ตามขนบวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ จงละวางจริยาอันอาจก่อให้เกิดความบาดหมางคลางแคลงใจกัน จงเพิ่มพูนทัศนคติอันดี ด้วยกระบวนวิธีอย่างกัลยาณมิตร เฉกเช่นสาธุชนคนดีพึงปฏิบัติต่อสมณะในพระพุทธศาสนา ตามวิถีอันชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ”
หากยึดพระคติธรรมดังกล่าวนี้ ก็จะช่วยกำกับทางเดินของผู้ทำงานที่มีความปรารถนาดี ให้เป็นที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความโกลาหลทั้งหลายก็จะลดน้อยถอยลง
เภรี กุลาธรรม