กรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับ ฮุนเซน อดีตนายกฯ และประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งถูกร้องกล่าวหาว่าขาดความซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานหลัก คือ นายกฯ แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในวันที่ 21 สิงหาคม
ก่อนนัดอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 29 สิงหาคม
คำชี้แจงของนายกฯ แพทองธาร ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าไม่ได้กระทำการใดที่ขัดต่อประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง และไม่ได้ทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสื่อมเสีย ไม่ได้สร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิและความมั่นคงของชาติ
การสนทนากับฮุนเซน เป็นการพูดคุยในลักษณะ “หลังบ้าน” เพื่อเจรจาให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาคลี่คลายลง และไม่ได้มีเจตนาทำลายผลประโยชน์ของชาติ
อีกทั้ง ฮุนเซนไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลกัมพูชา และไม่มีข้อความใดในคลิปที่แสดงว่าตนเองจะนำผลประโยชน์ของประเทศไทยไปแลกเปลี่ยนกับกัมพูชา
เจตนาการพูดคุยเพื่อแก้ไขสถานการณ์และรักษาความสงบของประเทศ ไม่ใช่เป็นการแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
พร้อมกันนี้ นายกฯ แพทองธารได้ขอให้ศาลไต่สวนพยานผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ปาก เพื่อให้ข้อมูลรอบด้านและพิสูจน์เจตนาในการสนทนา
แต่ศาลอนุญาตไต่สวนเพียง 2 ปากคือ ตัวนายกฯ เองซึ่งเป็นผู้ถูกร้องและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร จะเป็นการกำหนดทิศทางใหม่ให้การเมืองไทยทันที
หากศาลตัดสินให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง และมาตรา 160 รัฐบาลจะต้องเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีกลางคัน
ทำให้ต้องมีการเจรจาระหว่างพรรคการเมืองเพื่อตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ และหากกระบวนการยืดเยื้อ ประเทศอาจเผชิญภาวะไร้ผู้นำในช่วงเวลาสำคัญ
ก่อเกิดสุญญากาศอำนาจและกระทบต่อเสถียรภาพทั้งในสภาและนอกสภา
ผลกระทบอาจขยายไปถึงการเรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่
ในทางตรงข้ามหากศาลตัดสินว่าไม่ผิด นายกฯ แพทองธาร ก็จะได้รับการปลดล็อก กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่อ พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะรอดพ้นวิกฤต เดินหน้าบริหารประเทศต่อได้
เพียงแต่ต้องมีความสุขุมรอบคอบกว่าเดิม
มันฯ มือเสือ