ผลสำรวจ “นิด้าโพล” ล่าสุดพบกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่รวมกันเกินร้อยละ 75

รู้สึก “หมดหวัง” และ “ค่อนข้างหมดหวัง” กับพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ถึงแม้ไม่ได้จำกัดแค่ความไม่พอใจในตัวบุคคลหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ก็สะท้อนความเสื่อมศรัทธาในระบบพรรคการเมืองโดยรวม ซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย

สำหรับฝ่ายรัฐบาลเป็นที่เข้าใจได้ เนื่องจากที่ผ่านมาคะแนนความคาดหวังต่อพรรครัฐบาล อยู่ในระดับไม่ค่อยดีนักในหลายโพลสำรวจ

อาจเป็นเพราะประชาชนยังรู้สึก “ไม่สมหวัง” ในผลงานแก้ไขปัญหาของรัฐบาลโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง

ขณะเดียวกันเป็นฝั่งฝ่ายค้าน ที่น่าสนใจมากกว่า เพราะถ้าอิงจากโพลสำรวจครั้งก่อนๆ มักพบว่ากระแสความนิยมฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน จะอยู่ในระดับสูงมาตลอด จนเกิดเป็นกระแสพูดต่อๆ กัน

ถึงขั้นเชื่อว่า เลือกตั้งครั้งหน้าเชื่อว่าพรรคนี้น่าจะได้รับชัยชนะถล่มทลายกว่าเดิมจากเมื่อปี 2566

ปรากฏว่าผลสำรวจโพลครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป

แน่นอนว่าฝ่ายรัฐบาล ยังมีงานหนักอีกมากต้องทำ เพื่อเรียกฟื้นความหวังความศรัทธาประชาชนกลับคืนมาให้ได้ทันอย่างน้อยต้องก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า

โดยมีโจทย์ใหญ่ข้อเดิมคือการฟื้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ

แต่สำหรับพรรคแกนนำฝ่ายค้าน โจทย์การบ้านยังคลุมเครือ น่าจะเป็นอย่างที่ใครหลายคนมักพูดว่า การเป็น “พรรคอันดับหนึ่ง” ว่ายากแล้ว แต่การตรึงฐานคะแนนเสียงประชาชนไว้ให้ได้นั้น ยากยิ่งกว่า

ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อกลายเป็นความเคียดแค้นเกลียดชัง พรรคก็ต้องทบทวน อย่าเอาแต่ใจตัวเองมากจนเกินไป

บางครั้งความร่วมมือข้ามฝ่ายเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ประชาชน อาจช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์พรรคการเมืองได้มากกว่าการเอาชนะกันเพียงเพื่อคะแนนนิยม

ไม่ว่าอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน พรรคการเมืองต้องเร่งฟื้นความหวังให้ประชาชนเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งหน้ายังมีความหมาย การเปลี่ยนแปลงยังสามารถเกิดขึ้นได้ในกรอบประชาธิปไตย

อย่าให้ประชาชนต้องหันกลับไปฝากความหวังไว้กับอำนาจนอกกรอบ

ที่แม้จะดูน่าพึ่งพาในช่วงเวลาหนึ่ง แต่นำไปสู่หนทางหายนะของประเทศในระยะยาว

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน