แถลงการณ์พรรคประชาชนเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี
ได้สร้างแรงกระเพื่อมที่มาพร้อมความคลางแคลงใจในเวทีการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะการเสนอ “3 เงื่อนไข” เพื่อเดินหน้าสู่การยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ
เนื้อหาแถลงการณ์ชี้ชัดว่า พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่พร้อมสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่นที่ยอมรับ 3 เงื่อนไข ได้แก่
หนึ่ง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย สอง ต้องจัดให้มีประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง และสาม พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่
แม้จุดยืนนี้ดูเหมือนยึดหลักประชาธิปไตยในการคืนอำนาจให้ประชาชน
แต่เสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายทั้งภาควิชาการและภาคประชาชน กลับแสดงความกังวล โดยเฉพาะการที่พรรคประชาชนมีเสียง สส.มากที่สุดในสภา แต่กลับเลือกที่จะสร้างเงื่อนไขในการปลดล็อกการเมืองขึ้นมาเสียเอง
ที่สำคัญยังก่อให้เกิดกระแสคัดค้านจากผู้สนับสนุนพรรคประชาชนจำนวนไม่น้อย หาก 3 เงื่อนไขดังกล่าว จะเป็นการ “เปิดทาง” ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่
เห็นได้จากการที่พรรคภูมิใจไทยประกาศรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนในทันที พร้อมกับเดินหน้ารวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นแข่งกับพรรคเพื่อไทย
ถึงแม้เงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ เพื่อนำไปสู่การมี ส.ส.ร.จากการเลือกตั้ง จะดูดีในหลักการ
แต่ในทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญ และกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องใช้เวลามากกว่า 4 เดือน
รวมถึงความเป็นไปได้ที่อาจ “ถูกเบี้ยว” หลังจากรัฐบาลใหม่เข้ากุมอำนาจ
“ไม่ใช่สิ่งที่เสนอมาเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องรู้ว่าทำได้แค่ไหน อย่างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ขอให้ไปย้อนดูว่า พรรคไหนที่ขัดขวางมาตลอด” นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวฝากไว้ให้คิด
ไม่เฉพาะแค่พฤติการณ์ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังมีเรื่องเขากระโดง เรื่องคดีฮั้วเลือกสว.
คำถามคือ พรรคประชาชนมีจุดยืนในเรื่องเหล่านี้อย่างไร
มันฯ มือเสือ