ท่ามกลางฝุ่นตลบทางการเมืองขณะนี้ เพื่อจับขั้วช่วงชิงตั้งนายกฯ คนใหม่ และรัฐบาลชุดใหม่ ในอีกด้านที่คู่ขนานกัน และถูกเฝ้าจับตามองจากสังคมไม่แพ้กัน
นั่นคือการแก้ปัญหาที่ดินเขากระโดง บุรีรัมย์
เพื่อให้เป็นไปตามที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ที่ดินเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย และต่อมาศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการเพิกถอนกลับมาคืนให้การรถไฟฯ
มาจนถึงขณะนี้กรณีเขากระโดงมีความคืบหน้าที่น่าสนใจ
จากรายงานของดีเอสไอ-กรมสอบสวนคดีพิเศษ และผลวินิจฉัยของศาล ระบุถึงข้อเท็จจริงที่มีการปกปิดในลักษณะนิติกรรมอำพราง
โดยเฉพาะกรณีการถือครอบครองสนามฟุตบอลชื่อดัง เนื้อที่รวมกันมากกว่า 50 ไร่ พบหลักฐานการบุกรุก ซึ่งมีทั้งที่มีโฉนด และครอบครองโดยไม่มีโฉนด
ดีเอสไอระบุว่าถือเป็นความผิดทางอาญาที่สามารถยกเป็นคดีพิเศษได้
เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล มีความสลับซับซ้อน และมูลค่าความเสียหายมาก
จากการสอบสวนของดีเอสไอพบความเชื่อมโยง โดยครอบครัวนักการเมืองที่ยกที่ดินดังกล่าวให้ต่อกันมาหลายทอดจนถึงรุ่นหลาน
จนกระทั่งสร้างเป็นสนามฟุตบอลในปัจจุบัน
ที่สำคัญคือพบพิรุธ โดยหลานที่ได้รับต่อมาจดทะเบียนให้บริษัทแห่งหนึ่งเช่าเป็นเวลา 30 ปี จึงทำให้มีรายได้จากการเช่า
แต่ต่อมาในปี 2565 ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ 2566 หลานยกกลับไปให้บิดา ซึ่งผิดปกติวิสัยการที่ลูกยกให้บิดา
พฤติการณ์ตรงนี้ดีเอสไอตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการอำพรางที่ดิน ซึ่งมีรายได้จากการให้เช่าที่ดินอีกด้วยหรือไม่
รวมถึงกรณีสนามแข่งรถด้วย ที่สร้างทับพื้นที่สาธารณประโยชน์
ขณะนี้อยู่ระหว่างให้การรถไฟฯ เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนรับเป็นคดีพิเศษต่อไป
นอกจากเขากระโดงแล้ว ยังมีคดีฮั้วเลือกสว. ที่ดำเนินมาถึงจุดสำคัญ และเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองเรื่องเขากระโดงด้วย
ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญก็ว่าได้ ที่ทำให้อีกฝ่ายต้องการกลับมาเป็นรัฐบาล เพื่อจะได้กุมอำนาจรัฐ
ข้าวตอกแตก