ในช่วงเวลาเพียงแค่ 10 วัน พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญวิกฤตการเมืองซ้อนวิกฤต

ทั้งจากคำพิพากษาศาลฎีกา “คดีชั้น 14” ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำจิตวิญญาณพรรคต้องกลับไปรับโทษจำคุก 1 ปี

ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค ผู้เป็นบุตรสาว พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณี “คลิปเสียง” ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ไม่กี่วันหลังคำตัดสินดังกล่าว พรรคเพื่อไทยต้องแปรสภาพจากพรรคแกนนำรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านอีกครั้ง

สิ้นสุดวาระบริหารประเทศเพียง 2 ปี นับจากการเลือกตั้งปี 2566

หากเรียกว่านี่คือ “จุดต่ำสุด” ของพรรคเพื่อไทย ก็คงไม่เกินจริง

คำถามใหญ่ที่ตามมาทันที พรรคเพื่อไทยจะถีบตัวออกจากจุดนี้ได้อย่างไร?

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังขึ้นทั้งในและนอกพรรค สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคต้อง “เลิกดีล” กับ “อำนาจอนุรักษนิยม” เสียที

ความพยายามประนีประนอมกับฝ่ายสืบทอดอำนาจจากรัฐประหาร อาจให้ผลระยะสั้นทางการเมือง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความศรัทธาที่ลดลงระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

คำตอบที่แท้จริงในตอนนี้มีคำตอบเดียวคือ การกลับไปยึด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” อย่างแท้จริง

นับจากนี้เพื่อไทยต้องแสดงจุดยืนให้ชัด จะไม่เป็นพรรคของ “การดีล” แต่เป็นพรรค “อุดมการณ์ประชาธิปไตย”

ประกาศภารกิจรื้อรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นวาระแห่งชาติ ผลักดันการเลือกตั้งที่เป็นธรรม ยุติวงจรอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน

ด้านยุทธศาสตร์ พรรคต้องเร่งสร้างผู้นำใหม่ที่ไม่ได้อยู่ใต้ร่ม “ตระกูลชินวัตร” ลดภาพลักษณ์การเป็น “พรรคครอบครัว”

เพิ่มบทบาทนักการเมืองรุ่นกลาง และรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจริง ไม่ใช่แค่มีภาพเป็นทายาททางการเมือง

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ต้องลงพื้นที่ฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจัง ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพื้นที่ดั้งเดิม และขยายฐานไปยังกลุ่มคนเมือง และชนชั้นกลางที่หลุดไหลไปกับกระแสพรรคส้ม

เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งปีสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทุกย่างก้าวจากนี้จึงต้อง “จริงจัง” และ “จริงใจ”

หากพรรคเพื่อไทยยังยึดติดกับอำนาจเก่า กลยุทธ์เดิมๆ หรือชื่อเสียงในอดีต อนาคตอาจจะมีแต่เรียวลง

แต่หากกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ปรับตัว คืนศูนย์กลางอำนาจให้กับประชาชน พรรคเพื่อไทยก็สามารถกลับมา “ยืนหนึ่ง” ได้อีกครั้ง

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน