ประเด็นการทำประชามติ “ยกเลิก MOU 43” ระหว่างไทย-กัมพูชา บรรจุอยู่ในนโยบาย “รัฐบาลอนุทิน”

นำมาสู่คำถามสำคัญว่า รัฐบาลกำลังเดินหมากที่ถูกต้อง หรือกำลังเปิดทางให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์

MOU 43 ไม่ใช่แค่ข้อตกลงทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นกรอบการเจรจาทวิภาคี

เพื่อให้ไทยและกัมพูชาร่วมกันแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติ ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการร่วม (JBC)

แม้ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาจะละเมิด MOU 43 หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยเป็นฝ่ายขอยกเลิก

เพราะรู้ดีว่าจะทำให้เสียเปรียบ ทั้งทางกฎหมาย และภาพลักษณ์ต่อประชาคมโลก

การที่ไทยจะยกเลิกข้อตกลงนี้ก่อน จึงอาจกลายเป็น “จุดอ่อน” เปิดช่องให้กัมพูชาผลักดันข้อพิพาทขึ้นสู่เวทีศาลโลกได้ง่ายขึ้น

ข้อเสนอยกเลิก MOU 43 ด้วยเหตุผลว่า “ไม่เวิร์ก” อาจฟังโดนใจกลุ่ม “คลั่งชาติ”

แต่ในทางปฏิบัติอาจก่อความเสียหายมากกว่าที่คิด เพราะการทำข้อตกลงใหม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ หรือติดลบด้วยซ้ำ

เนื่องจากกรอบเดิมที่ใช้มากว่า 20 ปี จะเป็น “โมฆะ” ทันที

หลักเขตแดนที่ผ่านการหารือและตกลงร่วมกัน จะไร้ผล ความพยายามของเจ้าหน้าที่ไทย โดยเฉพาะเจ้ากรมแผนที่ทหารที่ทำงานต่อเนื่องมานานนับสิบปี จะสลายหายไปในทันที

กรณีความขัดแย้งที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ต้องเข้าใจให้ชัดว่า ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับพื้นที่พิพาทตาม MOU 43 แต่เป็นการรุกล้ำอธิปไตยโดยตรง ต้องใช้มาตรการความมั่นคงและการทูตควบคู่

ไม่ใช่การรื้อกรอบข้อตกลงเดิม

ในด้านเทคนิค การประชุม JBC ล่าสุดได้ตกลงใช้เทคโนโลยี LiDAR (Light Detection And Ranging) เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล ที่ใช้ลำแสงเลเซอร์วัดระยะทางและสร้างภาพ 3 มิติที่มีความละเอียดสูง ในการหาสันปันน้ำอย่างแม่นยำ

ซึ่งจะช่วยขจัดปัญหาแผนที่ 1:200,000 ที่เป็นจุดพิพาทหลักมายาวนาน ถือเป็นความก้าวหน้าทันสมัย

หากรัฐบาลเลือกที่จะยกเลิก MOU 43 โดยไม่ประเมินความเสี่ยงให้รอบคอบรอบด้าน อาจทำให้ไทยเสียเปรียบทั้งในเชิงกฎหมายและทางยุทธศาสตร์

สุดท้ายแล้ว ประชาชนตามแนวชายแดนคือ ผู้ต้องรับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิก

ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายควรลดอคติทางการเมือง หันมาใช้สติประกอบความรู้ ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน