ในการแถลงนโยบายรัฐบาล 4 เดือนของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งจบลงไป มี 2-3 ประเด็นใหญ่ที่สมาชิกรัฐสภา สส.-สว.หยิบยกขึ้นมาอภิปรายอย่างดุเดือด

ประเด็นแรก คือ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” หนึ่งในข้อตกลงสำคัญของ MOA จัดตั้งรัฐบาล แต่ในเอกสารแถลงนโยบาย 7 หน้า กลับเขียนเรื่องนี้ไว้แค่ 3 บรรทัด

จึงเป็นที่มาความสงสัยต่อความจริงใจของรัฐบาล

โดยเฉพาะเมื่อนึกย้อนไปถึงพฤติกรรม สส.พรรคสีน้ำเงิน ที่เคย “วอล์กเอาต์” ไม่ร่วมลงมติในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ สว.เสียงส่วนใหญ่ “สายสีน้ำเงิน”

จนกระทั่ง เมื่อมีการลงนาม MOA จัดตั้งรัฐบาล “พรรคสีน้ำเงิน” จึงได้เปลี่ยนจุดยืนแบบ “กลับหลังหัน” เป็นสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

การเปลี่ยนจุดยืนแบบกลับหลังหันนี้ ทำให้เกิดข้อกังขาว่า รัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังผลักดันนั้น

จะมีการหมกเม็ด ซ่อนเงื่อน เป็นรัฐธรรมนูญ “สีเดียว” กับนโยบายรัฐบาลหรือไม่

“ขออย่าให้เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ใช่เพียงแต่จะทำร้ายพรรคที่อุ้มท่านเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังทำร้ายประชาชนทั้งประเทศ ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับที่แย่กว่าเดิม” สว.นันทนา นันทวโรภาส ระบุ

นอกจากนี้สิ่งที่ประชาชนมองอย่างไม่เข้าใจ คือการที่รัฐบาลประกาศ “ยึดมั่นในหลักนิติธรรม” ซึ่งเขียนไว้ในเอกสารนโยบาย

แต่ในทางปฏิบัติ แค่มี สส.ลุกขึ้นอภิปรายถึงคดี “ฮั้วสว.” และ “ที่ดินเขากระโดง” ซึ่งเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล ก็เกิดการประท้วงวุ่นวาย จนเวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาลต้องหยุดชะงัก

เมื่อมีความพยายามสกัดกั้นการเปิดเผยข้อมูล 2 คดีใหญ่ การตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ย่อมตามมาเป็นธรรมดา

โดยเฉพาะตัว รมว.ยุติธรรม ซึ่งถูกสังคมจับตาในฐานะ “สายตรงบุรีรัมย์” จะใช้อำนาจในมืออย่างไร

จะมีการโยกย้ายข้าราชการดีเอสไอ ผู้ทำคดีอย่างสุจริต หรือจะมีความพยายามพลิกคดีจากดำเป็นขาว ขาวเป็นดำหรือไม่?

เพราะหากเป็นเช่นนั้นย่อมเข้าข่าย “นิติกรรมอำพราง” ที่ไม่ได้เกิดจากระบบยุติธรรมอิสระ แต่เป็นผลผลิตของการเมืองที่แทรกแซงอย่างโจ่งแจ้ง

หากรัฐบาลมุ่งปกปิดบิดเบือน แทนการเปิดเผยโปร่งใส ไม่เพียงแต่จะสูญเสียความชอบธรรมในสายตาประชาชน

แต่รัฐบาลยังจะพังครืนไปพร้อมหลักนิติธรรม ที่ตัวเองประกาศว่าจะยึดมั่นอีกด้วย

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน