“ทุกวันนี้ผมกลับมาสะสมแผ่นเสียง ล่าสุดเพิ่งซื้อแผ่นเสียงเทย์เลอร์ สวิฟต์ ซึ่งเทย์เลอร์มีคำคมเสมอ เทย์เลอร์ สวิฟต์ บอกว่าแก้วที่แตกจะมีความคมมากขึ้น
ฉะนั้นใครที่กำลังจะมาทุบประชาธิปัตย์ เหมือนกำลังทุบแก้วที่แตก ผมจะบอกว่าทุบเสร็จ ผมจะเอาความคมของแก้วที่แตกไปตัดวงจรอุบาทว์ การซื้อเสียงและการคอร์รัปชั่น สิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องสู้ด้วยหัวใจ”
คำกล่าวในช่วงหนึ่งของ “มาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลางที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ หลังได้รับเลือกกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง
นับเป็นสมัยที่ 3 บนเก้าอี้หัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ของประเทศ
การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ในวัย 61 ปี ย่อมเป็นที่สนใจในแวดวงสังคมการเมือง ถูกพูดถึงกันกว้างขวางพอสมควร
นอกจากการเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ในอดีตเคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว มีบทบาทในการบริหารประเทศ การทำงานขับเคลื่อนในสภา จึงไม่ธรรมดาแน่นอน
สังคมคงจำกันได้ ในช่วงที่นายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าประชาธิปัตย์สมัยแรก ซึ่งอยู่ในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2548-49 นายอภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่สนับสนุนนายกฯ มาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญ 2540
ครั้นเมื่อปี 2553 ขณะเป็นนายกฯ ก็เกิดเหตุการณ์รัฐบาลปราบปรามผู้ชุมนุมทางการเมือง บานปลายนำไปสู่การเสียชีวิตมากเกือบ 100 ศพ บาดเจ็บและทุพพลภาพอีกกว่า 2,000 ราย
ปัจจุบันครอบครัวผู้สูญเสีย ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านคดีความ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 5 ปี คดีจะหมดอายุความ
รวมถึงกรณีที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในช่วงวิกฤตการเมืองอีกครั้งเมื่อปี 2556-57 ก็ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง จากนั้นเข้าร่วมชุมนุมกับม็อบนกหวีด-กปปส. นำไปสู่รัฐประหาร 22 พ.ค.2557
จนกระทั่งเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่ ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากหัวหน้าพรรค และสส. เว้นวรรคการเมืองไป 6 ปี
การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ จึงเป็นธรรมดาที่สังคมจะย้อนนึกถึงเรื่องต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมา
ทั้งน่าติดตามต่อด้วยว่า นายอภิสิทธิ์จะนำพาพรรคประชาธิปัตย์ ไปได้กับสังคมและการเมืองในปัจจุบันนี้อย่างไร
เป็นแก้วที่แตกจะมีความคมมากขึ้นหรือไม่
ข้าวตอกแตก