กระแส “ยุบสภา” ก่อนกำหนด 31 ม.ค. 2569 ถูกจุดขึ้นมาโดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล
“ผมต้องมาบอกคุณเหรอว่าผมจะยุบเมื่อไหร่ เป็นอำนาจของผม ถ้าผมอยากจะหนีผมก็หนี ถ้าผมจะอยู่ผมก็อยู่ ผมรู้ว่าวันสุดท้ายของผมคือวันไหน ถ้าผมดูแล้วรู้สึกไม่ไหวก็ยังมีอำนาจของนายกรัฐมนตรี”
แม้จะตอบไม่ชัดเจนว่าจะยุบสภาหรือไม่ แต่ความกำกวมนี้ บวกกับการย้ำว่าพร้อมเลือกตั้งทุกเมื่อ และปัจจัยทางการเมืองอีกหลายอย่าง สะท้อนได้ว่าการชิงยุบสภา อาจไม่ใช่แค่เรื่องเลื่อนลอย
ด้วยสถานะรัฐบาลที่เปราะบาง มีเสียงในสภาไม่มั่นคงถูกเปรียบเป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” ทำให้การบริหารประเทศติดขัด
การชิงยุบสภา ยังช่วยปลดล็อกปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าการไม่ต้องเผชิญหน้ากับญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ที่เสี่ยงสูงว่ารัฐบาลจะไปไม่รอด
การตัดปัญหายากๆ เช่น การทำประชามติ MOU 43 และ 44 รวมถึงการดับกระแสเรื่องที่นักการเมืองบางคนมีชื่อพัวพันกับ “แก๊งสแกมเมอร์” ข้ามชาติ
รวมถึงปัจจัยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ลึกๆ แล้วพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วย ฉะนั้น หากการยุบสภาเกิดขึ้นก่อน 31 ม.ค.2569 จะทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านวาระแรกของรัฐสภา หยุดลงไปโดยปริยาย
ความเสียหายจะตกอยู่กับ “พรรคส้ม” โทษฐานโดน “พรรคสีน้ำเงิน” หลอก
อีกด้านหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยอาจมองเห็นโอกาส จากการที่ล่าสุดในการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี หรือก่อนหน้านี้ที่ศรีสะเกษ ที่โหนกระแสอนุรักษนิยม “คลั่งชาติ” จนคว้าชัยชนะมาได้
พร้อมดึงดูด สส.พรรคอื่นเข้าร่วมอีกหลายคน-หลายกลุ่ม
เมื่อรวมกับอำนาจรัฐในมือ ยิ่งทำให้มั่นใจว่า หากเลือกตั้งใหม่จะสามารถเพิ่มจำนวนที่นั่ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเต็มตัว
สำหรับ MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน ก็จะตกอยู่ในสภาวะ “ไร้น้ำหนัก” หากนายกฯ ตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชนก่อนกำหนด
ขณะที่พรรคใหญ่ฝ่ายค้านยังอยู่ระหว่างการสมานแผลฟื้นฟู ไม่แน่ชัดว่าหากยุบสภาแบบไม่ทันตั้งตัว จะพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งแค่ไหน ตรงข้ามกับพรรคภูมิใจไทยที่พร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม
แม้การชิงยุบสภา อาจไม่ใช่ความจำเป็นทางการเมือง แต่เป็น “เกมอำนาจ” ที่ชี้นำโดยผลประโยชน์ และจังหวะเวลาที่ได้เปรียบ
มันฯ มือเสือ