บรรยากาศบ้านเมืองอยู่ในภาวะโศกเศร้าจากการสวรรคตของ “พระพันปีหลวง” การเมืองต้องขับเคลื่อนอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ให้ขัดกับบรรยากาศถวายความอาลัย ทำให้ประชาชนเสียความรู้สึก
แม้ในมุม “รัฐบาลอนุทิน” ที่มีอายุเพียง 4 เดือน จะเริ่มได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว สินค้าแพง หนี้ครัวเรือนสูง ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และขบวนการสแกมเมอร์ ที่ยังจัดการไม่เด็ดขาด
รวมถึงภาพลักษณ์รัฐมนตรีบางคน เป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายค้านใช้โจมตีต่อเนื่อง
ล่าสุดแม้รองนายกฯ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะยืนยันว่าไทม์ไลน์ยุบสภา 31 ม.ค. 2569 ยังเดินหน้าเหมือนเดิม
แต่การเมืองไทยความแน่นอน คือความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลมีเสียงข้างน้อย
ถึงกระนั้น ไทม์ไลน์เดิมยังถือว่ามีน้ำหนัก เพราะรัฐบาลประกาศเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ต้องรักษาไว้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและผู้สนับสนุน
หากรัฐบาลอยู่ต่อโดยไม่มีเหตุผลอันควร อาจถูกมองว่าผิดคำพูด สูญเสียศรัทธา โดยเฉพาะในช่วงที่ถูกฝ่ายค้านจับตาอย่างใกล้ชิด
แต่ขณะเดียวกันก็มีแรงจูงใจบางประการ อาจทำให้ไทม์ไลน์ขยับเลื่อนออกไป เช่น การใช้เหตุผลเรื่องความเหมาะสมของห้วงเวลา ที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังอยู่ในภาวะโศกเศร้า
หรือในทางกลับกัน หากแรงกดดันทางการเมืองรุนแรงขึ้นจากฝ่ายค้าน ก็อาจนำไปสู่การยุบสภาก่อนกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เช่นกัน
นอกจากนี้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรชี้ขาดว่ารัฐบาลจะไปต่อ หรือพอแค่นี้
ท่ามกลางความไม่แน่นอน นักการเมืองผู้ช่ำชองบางคนประเมินว่า ถ้าหากรัฐบาลประคองสถานการณ์ไปได้จนถึงเดือนธ.ค. โดยไม่เกิดวิกฤตใหม่ ก็มีโอกาสสูงจะยุบสภาตามไทม์ไลน์เดิม เพื่อรักษาเครดิตความน่าเชื่อถือ
ขณะเดียวกัน โอกาสที่ไทม์ไลน์จะคลาดเคลื่อนก็มีอยู่ เหตุเพราะสถานะรัฐบาลที่อ่อนแอ ปัญหาภายใน-ภายนอก และข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งหากมีเหตุวิกฤตเฉียบพลัน เช่น ความขัดแย้งชายแดน เศรษฐกิจทรุดหนัก การประท้วงใหญ่
ก็เป็นไปได้สองทางพอกันว่า รัฐบาลอาจใช้เหตุผล “อยู่ต่อเพื่อความมั่นคง” หรือเลือก “ยุบสภาก่อนกำหนด” เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
มันฯ มือเสือ