วันที่ 15 พ.ค. เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าสถานการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลก กรณีไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทเรียกค่าไถ่ หรือแรนซัมแวร์ “Wanna Decryptor” ว่า คอมพิวเตอร์หลายแสนเครื่องจากหน่วยงาน 29,372 แห่ง ทั้งรัฐบาล มหาวิทยาลัย เอทีเอ็ม และโรงพยาบาล ติดมัลแวร์เรียกค่าไถ่แล้ว
ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของ ฉีหู่ 360 หนึ่งในผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสชั้นนำของจีน ระบุในแถลงการณ์ว่า มัลแวร์เรียกค่าไถ่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศจีนมากกว่า 4,000 แห่ง
อย่างไรก็ตาม มีรายละเอียดเล็กน้อยถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น และรัฐบาลจีนกล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวเล็กน้อยเช่นกัน สื่อรัฐบาลจีนรายงานอ้างเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติที่ระบุว่า การโจมตียังแพร่กระจายในประเทศต่อไปแต่เป็นไปอย่างช้าอย่างมาก
เปโตรไชน่า บริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่รัฐเป็นเจ้าของ ออกแถลงการณ์ว่า จำเป็นต้องปิดเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับสถานีน้ำมันทั่วประเทศเป็นเวลา 12 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่ฟังก์ชั่นการจ่ายเงินทางอินเตอร์เน็ตของบริษัทไม่สามารถใช้งานได้ โดยผู้ใช้บริการต้องชำระด้วยเงินสดแทน
ขณะที่มหาวิทยาลัยหลายสิบแห่งในจีนออกประกาศเตือนเรื่องมัลแวร์เรียกค่าไถ่และแนะนำให้นักศึกษาปิดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตก่อนปิดคอมพิวเตอร์ ส่วนศูนย์จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเมืองจูไห่ มณฑลกวางตุ้ง ยุติการทำงานระบบการจ่ายบำนาญครัวเรือนทั้งหมด และอัปเกรตระบบรักษาความปลอดภัยอินเตอร์เน็ต
ทั้งนี้ การโจมตีทางไซเบอร์ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทผู้ให้บริการความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ตทะยานขึ้นในตลาดหุ้น
ฮิตาชิ บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ระบุว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทเกิดความไม่เสถียร ทำให้ระบบอีเมล์ของบริษัทได้รับความเสียหาย คาดว่าเกิดจากการโจมตีไซเบอร์ทางอินเตอร์เน็ตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายที่กระทบต่อการผลิต
ส่วนที่อินโดนีเซีย นายรูเดียนทารา รัฐมนตรีสารสนเทศของประเทศ กล่าวเตือนให้ระวังและป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์ และว่า ขณะนี้ระบบเวชระเบียนและชำระเงินในโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 แห่งในอินโดนีเซียไม่สามารถใช้งานได้