รายงานพิเศษ

การปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรคต่อ แต่มีการปรับเปลี่ยนเลขาธิการพรรค พร้อมดึงคนรุ่นใหม่มาผสมผสานคนรุ่นเก่า

โฉมหน้าคณะบริหารชุดใหม่นี้จะช่วยแก้ปัญหาภายในพรรค ตอบโจทย์สังคมและนำเพื่อไทยกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่การเข้าร่วมรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่

มีมุมมองจากนักวิชาการที่ติดตามสถานการณ์การเมือง ดังนี้

ธนพร ศรียากูล

นายกสมาคมรัฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

การเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคและกก.บห.พรรค เพื่อไทยชุดใหม่ ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ เป็นการตอบโจทย์ภายในพรรคเป็นหลัก เพราะกก.บห.ที่ขึ้นมางวดนี้ จริงๆ ก็หน้าเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานภาพ จึงยังไม่ค่อยเห็นอะไรใหม่ และไม่สอดคล้องกับยุคสมัย

ดูได้จากนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ก็ปฏิเสธจะกลับมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ดังนั้น ในมุมมองก็ไม่เกิดอะไรใหม่ เพียงแต่การจัดการบริหาร อำนาจการนำภายในพรรคลงตัวมากขึ้นเท่านั้น จึงยังไม่เห็นประโยชน์ที่คนในสังคมจะได้จากการปรับโครงสร้างพรรคครั้งนี้

อีกประเด็น สังคมก้าวข้ามพรรคเพื่อไทยไปนานแล้ว จะเห็นว่าข้อเสนอต่างๆ ที่ผ่านมา ห่างไกลจากสิ่งที่เพื่อไทยทำอยู่ทุกวันนี้ เราจะเห็นว่าในเวทีจริงๆ ไม่ว่ากลุ่มไหนล้วนก้าวหน้ากว่าสิ่งที่เพื่อไทยทำอยู่ตอนนี้มาก

ดังนั้น การปรับเปลี่ยน กก.บห. ครั้งนี้เหมือนการวนเวียนตำแหน่งกัน แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพให้กับสังคมไทย

การวางตัว กก.บห.อย่างนี้ มีบุคคลที่อยู่หลังฉากออกทุนให้พรรค ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัวจริง จึงเชื่อว่าการทำกิจกรรมในพรรคไม่มีอะไรใหม่ ยังเหมือนเดิม เป็นการประนีประนอมไม่ให้พรรคแตก แต่ปัญหาคือ ข้อเสนอในเชิงคุณภาพที่สังคมไทยยังไม่เคยเห็น เช่น 30 บาทรักษาทุกโรคที่เพื่อไทยยังเอามาพูดถึงความสำเร็จ ขณะที่กลุ่มอื่นเขาไปไกลกว่าความสำเร็จในอดีตแล้ว

ส่วนที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ยังเป็นหัวหน้าพรรค ทั้งที่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้นำพรรคให้ดีขึ้น วันนี้พิสูจน์กันที่การ กระทำ ง่ายที่สุดคือ พรรคต้องแข่งขันกันด้านนโยบาย จุดยืนของพรรคเพื่อไทย เช่น เรื่องรัฐสวัสดิการ ที่ถูกพูดถึงกันมาก ยังไม่เห็นเรื่องแบบนี้จริงๆ จังๆ เลย

ภาพที่เห็นคือสลับหน้ากันเล่น ประนีประนอมในทางการเมืองมากกว่า จึงไม่แปลกใจว่าในหมู่คนรุ่นใหม่มองข้ามเพื่อไทยหมดแล้ว ดังนั้น การจะปรับอะไร ถ้าไม่จริงจัง ก็จะถูกมองข้ามจากคนรุ่นใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งสภาพของเพื่อไทยคงไม่ต่างจากพลังประชารัฐ

ผมเห็นว่า คำว่าคนรุ่นใหม่ ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิด บางคนอายุมากแต่วิธีคิดทันโลก ขณะที่เพื่อไทย ไม่สามารถแสดงออกว่าทันโลกหรือทันความคิดของสังคมโลกอย่างไร พอไม่แสดงออก ก็ยิ่งเห็นว่าจุดยืนทางความคิดของเพื่อไทยไม่เคยเสนออะไรที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ดูอย่างพรรคประชาชาติ ยังชัดเจน มีการเสนอว่าปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรจัดการอย่างไร เรื่องแบบนี้ คิดว่าพรรคที่ใหญ่ที่สุดควรจะตอบโจทย์ได้ แต่เขาไม่ได้ทำ

ส่วนกระแสข่าวรัฐบาลแห่งชาตินั้น ตามธรรมชาติข่าวต้องมีคนปล่อย แต่ปล่อยในจังหวะที่มีการเปลี่ยนแปลงพรรคเพื่อไทย อาจโยนหินถามทาง หรือรูปแบบการประนีประนอมในเชิงอำนาจ แต่วิธีคิดนี้เก่าแล้ว เพราะประชาชนเขารังเกียจเรื่องแบบนี้ เชื่อว่าสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลแห่งชาติคงไม่เกิด

ถ้าสมมติเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเป็นจริง เพื่อไทยจะเป็นพรรคแรกที่เข้าร่วมทันทีโดยไม่มีการต่อรองกระทรวง ซึ่งแนวคิดของเพื่อไทย ไม่ต่างจากประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล พอถึงเวลาก็เจรจากันได้ในหมู่แกนนำ สามารถอธิบายได้มากมายว่าทำไมต้องเข้าร่วม

แต่ปัญหาคือ เพื่อไทยจะไม่มีที่ยืนในใจคนรุ่นใหม่ เพราะพรรคไม่มีจุดยืนที่สอดรับกับสังคม เหมือนยาที่หมดอายุไปแล้ว อาจจะเคยเป็นยาดี แต่วันนี้หมดอายุไปแล้ว สังคมถึงขั้นคิดสูตรยาใหม่ หรือ ไม่ต้องใช้ยาก็ได้ แต่เพื่อไทยยังวนเวียนกับสูตรยาเก่าอยู่ และตามสังคมไม่ทัน

วันวิชิต บุญโปร่ง

คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

ภาพจากสายตาคนข้างนอก หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของคนในพรรคเพื่อไทย จะเห็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยงานในกก.บห. การเติบโตของคนที่จงรักภักดีและทำงานอย่างต่อเนื่องในเชิงรุกมานาน ที่เป็นปากเสียงให้กับพรรค อย่างนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ได้ยกระดับขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรค ถือว่าได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ในพรรค

การวาง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง มาเป็นเลขาธิการพรรค ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงการรียูเนียน หรือการคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่าไทยรักไทยและพลังประชาชนเดิม ให้มีเอกภาพมากขึ้น เข้าได้กับทุกกลุ่ม มีเครดิตความใกล้ชิดกับทุนที่เข้ามาหล่อเลี้ยงพรรค เช่น นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รวมทั้งการวางโฆษกคนใหม่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ ซึ่งเป็นคนที่มีไหวพริบ มีชั้นเชิงโต้ตอบได้ เสมือนการกลับเข้ามาบ้านใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย

ดังนั้น จึงเป็นการปรับเปลี่ยนการทำงานระหว่างคนเก่าที่มีความอาวุโสและคนรุ่นใหม่ โดยเพื่อไทยต้องการจะขยายฐานตอบโจทย์

ภาพที่ผ่านมาตลอด 1 ปี ที่ปล่อยอำนาจการบริหารในเชิงยุทธศาสตร์ให้กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และพวก จะเห็นได้ว่าทิศทางในหลายๆ เรื่องไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อย 2 เรื่อง คือ 1.การต่อสู้สนามซ่อมในเขตเลือกตั้งไม่ประสบความสำเร็จเลย 2.บทบาทการเป็นพรรคอันดับ 1 ของรัฐสภา และเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ในบทของการตรวจสอบหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่มีความโดดเด่นเท่ากับพรรคก้าวไกล หรือพรรคอนาคตใหม่เดิมด้วยซ้ำ เหมือนอยู่ใต้ร่มเงาการเคลื่อนไหวของพรรคคนรุ่นใหม่

สิ่งเหล่านี้ตอบโจทย์ว่า การปรับเปลี่ยนภายในพรรค จะเป็นการแชร์กับคนรุ่นใหม่ให้กลับมานิยมชมชอบได้ มีการออกข่าวดึงกลุ่มแคร์เข้ามา เพราะคนกลุ่มแคร์คือ ภาพของคนเดือนตุลาฯ เพราะคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย การฝังหมุดทางความคิดประชาธิปไตยในหลายๆ เหตุการณ์ ซึ่งคนเดือนตุลาฯ เป็นคนที่ขับเคลื่อนต่อสู้ระบอบเผด็จการมาตลอด จึงน่าจะตอบโจทย์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้

นอกจากนี้ที่ผ่านมาในการโหวตญัตติต่างๆ มีส.ส.เพื่อไทยบางคนรู้สึกว่าไม่เป็นตามมติพรรค ไม่เป็นเอกภาพ เหมือนมีการเอาใจออกห่าง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนภายในพรรครอบนี้ จะเป็นการปลุกขวัญกำลังใจว่าพรรคไม่มีความแตกแยก และทุกคนยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลง นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการ

กก.บห.ยังให้ความสนใจกับส.ส.เขตมากขึ้น เพราะเป็นการเตรียมสรรพกำลังในการเลือกตั้งท้องถิ่น การให้ความสำคัญหรือการให้น้ำหนักส.ส.เขต มาเป็นกก.บห. ก็น่าจะมีอำนาจสั่งการ หรือระดมสรรพกำลังได้ดี การขอความร่วมมือจากพรรคส่วนกลางน่าจะสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับเพื่อไทยได้

ส่วนกระแสข่าวรัฐบาลแห่งชาตินั้น ไม่น่าเป็นไปได้เลย น่าจะเป็นการโหนกระแส เพื่อหาเรื่องราวต่างๆ เพื่อยุติวิกฤตศรัทธาของรัฐบาลที่ไม่ค่อยดี อย่างกรณีการสร้างซูเปอร์ดีลทางการเมืองระหว่างเพื่อไทยกับพลังประชารัฐ ขณะเดียวกันก็กดดันให้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้อยู่ในความสงบ

นอกจากนี้ยังมีความพยายามอยากให้พลังประชารัฐอยู่ต่อไป เพื่อส่งสัญญาณให้ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ตระหนักว่า เขายังมีไพ่ในมือ สามารถเรียกเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาลได้ ส่วนคนที่ปล่อยข่าวเรื่องนี้น่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือเป็นมิตรรักกับรัฐบาล

พรรคเพื่อไทยต้องรู้อยู่แล้ว คงไม่มีเวลามานั่งเล่นเกมการเมืองแบบนี้ เพราะพรรคต้องการฟื้นฟูทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นพรรคอันดับหนึ่ง พรรคที่เคยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเหมือนเช่นอดีตอีกครั้ง

 

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

การปรับเปลี่ยนกก.บห.ชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย สะท้อนใน 2 เรื่อง คือ มีแรงกดดันทางการเมืองจากภายนอก พรรคจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งแรงกดดันภายนอกสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ของพรรคที่มีส่วนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับการประท้วงของนักศึกษาต่างๆ จึงต้องปรับภาพลักษณ์ เพื่อให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับความเข้นข้นทางการเคลื่อนไหว แต่ต้องการให้เห็นชัดว่า อยู่ในกรอบ ไม่ฝ่าไฟแดง โดยมีท่าทีอ่อนลง ไม่เข้มข้นดุดันเหมือนก่อนหน้านี้

ข้อสองคือ ความขัดแย้งภายใน เห็นได้จาก กก.บห. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคขัดแย้งกัน จึงขาดเอกภาพและกระทบถึงส.ส.

นอกจากนี้ในระยะหลัง พรรคเพื่อไทยไม่มีความเด่นชัดในความเป็นผู้นำของพรรคฝ่ายค้าน และหลายเรื่องยังตามพรรคก้าวไกล จึงเป็นหัวใจสำคัญให้เพื่อไทยต้องมีการปรับโครงสร้าง

การปรับครั้งนี้คงมีเหตุผลหลายประการ เนื่องจากการเมืองนอกสภามีความรุนแรงในแง่ของเนื้อหา ทำให้เพื่อไทยต้องกำหนดยุทธศาสตร์ท่าทีว่า หากจะเป็นฝ่ายค้าน ต้องเป็นฝ่ายค้านที่อยู่ในครรลองและกรอบกฎหมาย เพื่อดึงฐานเสียงเก่า และช่วงชิงฐานจากพรรคก้าวไกล กลับคืนมาเท่าที่จะทำได้ และขยายไปสู่คนรุ่นใหม่

เวลานี้ต้องยอมรับว่าฐานเสียงส่วนหนึ่งมาจากเสื้อแดง อาจจะถูกกระทบในแง่ลบได้ จึงถือโอกาสในการปรับฐานเสียงและท่าทีให้อยู่ในกรอบ ท่ามกลางกระแสการเมืองนอกสภาที่ขยายวง และมีความรุนแรงทำท่าจะออกนอกกรอบ ต้องปรับเพื่อตอบสนองต่อประเด็นปัญหา

การแก้ปัญหาของพรรคเพื่อไทย อาจไม่ใช่ง่าย เพราะฐานเสียงมีการปรับเปลี่ยน เนื่องจากเวลานี้เด็กนักศึกษาเข้ามามีบทบาทมากพอสมควร หรือประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ที่ให้คะแนนนิยมกับพรรคก้าวไกล จึงไม่เอื้อกับพรรคเก่า เช่น เพื่อไทย รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องมีการปรับและยังมีภาวะเศรษฐกิจ โควิด-19 ซึ่งพรรคเก่าจะตอบสนองด้วยกลยุทธ์แบบเก่าไม่ใช่ง่าย ต้องปรับตัว โดยเลือกยุทธศาสตร์เพื่อมารองรับกับฐานเสียงเก่าด้วยยุทธวิธีใหม่

นอกจากนั้นต้องระดมกลุ่มคนรุ่นใหม่ เข้ามาเป็นสมาชิก ให้เขามีส่วนร่วมในการบริหารด้วย ซึ่งไม่ง่าย เพราะภูมิศาสตร์การเลือกตั้ง ทั้งเรื่องประชากรและเศรษฐกิจ กำลังเปลี่ยนแปลง ถ้าเพื่อไทยยังตอบสนอง ไม่ได้ อาจทำให้ฐานเสียงต้องย้ายออกไป

ส่วนการปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจนำไปสู่การเข้าร่วมรัฐบาลแห่งชาตินั้น ผมคิดว่ารัฐบาลแห่งชาติมีความเป็นไปได้ ไม่ใช่ไม่มี แต่โอกาสไม่ง่าย เพราะรัฐบาลมีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง จึงยังไม่จำเป็นต้องมีพรรคฝ่ายค้านร่วมเป็นรัฐบาลด้วย ขณะที่พรรคเพื่อไทยเอง ถ้ามาเป็นรัฐบาลแห่งชาติภายใต้กรอบที่เขามีอำนาจต่อรองน้อย และอาจถูกกลบเส้นทางที่จะขยายขอบเขตตัวเองให้เบาลงไป ก็คงไม่เข้าร่วมแน่

จึงคิดว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ เพราะต่างฝ่ายอาจมองว่าความจำเป็นมีน้อยมากและโอกาสที่จะเกิดคงยังไม่มีเวลานี้ เช่นเดียวกับโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะเข้าไปร่วมคงไม่มากนัก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน